Another test

ลูกรักของแม่

 

วันเวลาของเรา สามคน พ่อ แม่ลูก ผ่านไปอย่างสวยงามหลังจากผ่าน ขั้นตอนทดสอบที่ต้องบีบคั้นทางจิตใจ ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ลูกรักของแม่ เติบโต อย่างรวดเร็ว แม่ ระลึก และ จดจำทุกความงดงาม ทางพัฒนาการของลูก เสมอ การปั๊มนมของแม่ยังดำเนิน เรื่อยไปอย่างนั้น แม่ไม่คิดว่าลำบากอะไร อย่างน้อย แม่ก็ได้ทำที่ดีที่สุดให้ กับลูก แล้วในความรู้สึกของแม่ แม่ไม่แคร์ว่า ต้องให้ด้วยวิธีไหน ขอให้เป็นนมของแม่ ก็พอแล้ว แม่ได้ซื้อเครื่องปั๊มนม ยี่ห้อ Medela แบบไฟฟ้า ราคาแพงมากลูก 325+เหรียญ แต่แม่คิดว่า มันคุ้มกับสิ่งที่แม่จะทำให้ลูก เพราะ ตอนแม่ออกจากโรงพยาบาล ตอนคลอดลูก แม่ยืมเครื่องปั๊มนี้ได้ 1 เดือน แล้วมีให้เช่า แต่แม่คิดว่า ซื้อดีกว่าเพราะแม่ ไม่รู้ว่า แม่ต้องปั๊มไปอีกนานแค่ไหน

 

((เหตุผลที่แม่เลือก เครื่องปั๊มนมและ อุปกรณ์การให้นม ยี่ห้อ Medela  เพราะ เป็นเครื่องที่ยอมรับทางการแพทย์ ว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการดูดนมของเด็ก และ ขวดนม ก็มี Disc ควบคุมการไหลของน้ำนม หากลูกไม่ดูด นมก็ไม่ออก คือ ควบคุมให้คล้ายกับการดูดนมแม่มากที่สุด อย่างน้อย แม่ก็ยังมีความหวังว่า วันหนึ่งลูกต้องดูดนมแม่จงได้))

 

ระหว่างนี้ แม่ได้ทำการฝึกกล้ามเนื้อต่างๆ ให้กับลูก ไม่ว่าเป็นกล้ามเนื้อสายตา แม่จะมีของเล่นสีสันฉูดฉาด และแวววาว คอย หมุนไปมาให้ลูกมองตาม อย่างน้อย 10 นาทีในตอนเช้าระหว่างที่แม่ให้ลูกนอนอาบแดดทุกวัน ติดริมหน้าต่างวันละ 15 นาที หากวันไหนไม่มีแดด แม่ก็จะ เปิดไฟ เรียกว่า Full spectrum light ใกล้ ๆตัวลูก เนื่องจากว่า ลูก คลอดหน้าหนาว แม่ให้ลูกอาบแดดตั้งแต่วันแรกที่ ลูกกลับมาบ้านเลย เพราะแม่ อ่าน ว่าเด็กแรกคลอดจะมีภาวะ ตัวเหลือง คือ เกิดจากการที่ตับทำงานไม่สมบูรณ์และต้องการแสงแดดในการรักษาโดยธรรมชาติ แม่ก็ทำดังนั้น และ ผลคือ ลูกไม่มีปัญหาเลย และ ลูกเองตอบโต้การกระตุ้นต่างๆที่แม่ทำให้ลูก ได้อย่างดี ลูกเริ่ม มองหาแม่ มองหาต้นเสียง ต่างๆ ที่แม่ทำให้แล้ว และ แม่จะมีเพลง ประจำตัวของเราสองคน ซึ่งทุกครั้งที่ลูกได้ฟัง ลูกจะคอยตะเคงคอหันหา จากประสบการณ์ ครั้งก่อน ทำให้แม่ไม่นิ่งนอนใจ กับการดูอาการของลูก หรือแม้กระทั่งโรคในเด็กอ่อนที่เป็นกันโดยทั่วไป แม่จับตามองตลอดเพราะแม่รู้ว่า หากแม่พลาด อะไรไปแม้แต่น้อยนิด แต่ มันจะใหญ่โตสำหรับลูกมาก

 

ในตอนสายๆ แม่จะ เล่นของเล่นที่มีเสียง คอยเช็คประสาทการรับฟังของลูกราว ๆ 5 -10 นาที โดยการร้องเพลงให้ลูกฟัง และ เมื่อแม่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก แม่ก็จะ ฝึกกล้ามเนื้อแขนขาของลูก และกล้ามเนื้อคอ ผลของการฝึกลูก ทำให้ลูกของแม่สามารถ ดันตัวนั่งเองได้ เมื่ออายุ 4 เดือน พัฒนาการด้านร่างกายของลูกแม่เร็วมากๆ หมอประจำตัวของลูกบอกว่า พัฒนาการช่วง 3-4 เดือนของลูกเท่ากับเด็ก 6-7 เดือน ซึ่งนั่นหมายถึงการพัฒนาการล่วงหน้าไปมาก แม่ ยังถามหมอว่า มันดีไหม หรือ แม่ กระตุ้นมากเกินไป หมอบอกว่า เด็ก ไม่สามารถ เร่งการพัฒนาการได้ แต่ เป็นการส่งเสริมได้ แม่ก็เบาใจ  เพราะ แม่ชอบอ่านหนังสือ แล้ว เห็นว่าพัฒนาการของเด็กเดือนนี้ ต้องทำแบบนี้ได้ๆๆ แม่ก็ลองฝึก ลองปรับช่วยเหลือพัฒนาการต่างๆ ของลูก แล้วแม่ก็มองเห็น ว่าลูกสามารถทำได้

 

ระหว่างนี้ ลูกของแม่ เริ่มดื่มนมจากเต้าเองแล้ว เมื่อครบสามเดือนเต็ม แม่พยายามทุกวัน หลายวิธี ไม่ว่าจะใช้หัวนมยาง มาครอบนมแม่ แล้วให้ลูกลองดูด หรือแม้กระทั่ง ลองอ้าปากลูกแล้วให้ลูกลองงับดู ลูกก็ใช้เหงือกของลูก กัดแม่ซะเจ็บเชียว ตอนนี้แม่เริ่มเรียกลูกว่า กัมมี่ ก็นะลูก มีแต่เหงือก แต่งับนมแม่เจ็บนัก  และ ต้นเดือนเมษายน ลูกทำให้แม่ ปลื้มใจ ทำให้แม่รู้สึกว่า การเป็นแม่ของแม่ได้สมบูรณ์แล้ว ลูกยอมดื่มนมจากเต้าของแม่ เจ็บแค่ไหนแม่ก็ทนได้ และ แม่ก็มีความสุขที่สุด เริ่มจากวันนั้น แม่ร้องเพลงอิ่มอุ่นให้ลูกฟังเมื่อไร หัวใจแม่อิ่มอุ่นไปด้วยเมื่อนั้น

 

ช่วง 3 เดือน แม่เอาลูกไปตรวจ  และรับวัคซีน ตามการเช็ค น้ำหนัก ส่วนสูง ของลูกที่ 90 เปอร์เซ้นต์ไทล์ แต่หัวของลูก เกิน 99 เปอร์เซ็นไทล์ นั้นหมายถึง ลูกเป็นเด็กหัวโต แต่ตอนนั้น หมอและ แม่ ยังไม่ได้ คิดหรือวิตกอะไรมาก 

 

เดือนที่ 4 เริ่มเอาไปเช็คอีกครั้ง พบว่า หัวของลูกโตเร็วเสียจน หมอนึกว่า ว่า ลูกเป็นหัว บวมน้ำหรือ Hydrocephalus แม่ฟังแล้ว ตกใจ และ เริ่มคิดว่า สิ่งที่ลูกต้องเผชิญ เป็นเพราะตอนท้อง มาจากแม่ที่ร่างกายเต็มไปด้วยสารเคมี เต็มไปด้วย ร่างกายที่ป่วยหรือเปล่า แม่เสียใจ แต่เก็บความคิดนี้ไว้เงียบๆ พร้อมทั้งศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่างๆ แต่แม่ก็ไม่พบว่า สิ่งที่ แม่ได้รับการรักษาเมื่อครั้งแม่ยังท้องลูกจะมีผลกับลูกแบบนี้ จะมีผลตอน ลูกยังเป็นตัวอ่อนต่างหาก แล้ว การมีผลตอนเดือนที่สาม ที่สี่นี่มันคืออะไรกัน แม่มีคำถามมากมาย แต่แม่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ในตอนนี้

 

คุณหมอของลูก ต้องการเช็ค และ ตรวจลูกแต่เนิ่นๆ เลย ส่งลูกไปโรงพยาบาลเด็กอีกครั้งทำการ อัลตร้าซาวน์ให้กับลูก เนื่องจากเด็กวัยแรกเกิด จนถึง ขวบปี ตรงกระหม่อมจะยังไม่ปิด ดังนั้นการทำอัลตร้าซาวน์ก็จะผ่านตรงช่องนิ่มๆ นี่แหล่ะนะลูกนะ หมอยังถามแม่เลยว่า ลูกมีลักษณะตา Sunset eyes บ้างไหม หรือ มีอาการช่วงที่นิ่มตรงหัวของลูก มีการปูด ออกมาบ้างหรือไม่ แม่ ไม่เคยเห็นอาการผิดปกติแต่อย่างใดของลูกเลย แม่โทรศัพท์คุยกับน้านิ้งอีกแล้ว น้านิ้งบอกว่า เด็กหากมีโรคนี้อาการจะแสดงแต่เนิ่นๆ ให้เช็คสิ ว่าแดดดี้ เป็นคนหัวโตหรือไม่ ผล อัลตร้าซาวน์ออกมา ก็คือ ลูกปกติดี  แม่เลยนัดคุยกับคุณหมออีกครั้ง เพื่อคุย ถึงความรู้ที่แม่ได้รับจากน้านิ้ง และ แม่เองก็อ่าน มา แม่ยังบอกหมอเลยว่า จากพัฒนาการ และการตอบรับของลูก แม่มั่นใจว่าลูกไม่เป็นโรคนี้แน่นอน

 

คุณหมอก็บอกว่าไม่ได้คิดว่าเป็นแต่หากเรา ได้ศึกษาและตรวจแต่เนิ่นๆ อย่างน้อย ก็จะได้ รู้ว่าเป็นอะไรแน่ แต่หมอก็เห็นด้วยที่จะเช็ครอบ หัวของแม่ และ ของแดดดี้ ผลคือของแม่ ที่ 50 เปอร์เซ็นไทล์ ของแดดดี้ 98 เปอร์เซ็นไทล์ หมอก็บอกว่า งั้น จะ สังเกตการณ์ไปเรื่อยๆ และ ดูว่าการโตของหัวเป็นอย่างไร

 

ต่อมา เดือนที่ 6 หัวของลูกเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ 4 ถึง 1 นิ้วซึ่งเป็นการโตแบบก้าวกระโดด และ เกิน Curve ไปมาก หมอบอกว่า หมอไม่อยากเสี่ยงก็เลยส่งลูกไปตรวจ พิเศษ ด้าน ประสาท วิทยา และ ด้านพัฒนาการ ตลอดจนถึง ไปทำ MRI 

 

การเป็นแม่ของแม่ ช่าง กดดัน ช่างแสนทรมาณเสียเหลือเกิน แม่ต้องผ่านบททดสอบอีกกี่บทกันนะลูก ……..

แม่ไม่ได้ย่อท้อ แต่ แม่แค่อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมบททดสอบของแม่ต้องมากมายนัก แม่อดคิดไม่ได้ว่า หรือแม่เข้มแข็งไม่พอ หรือแม่ ยังจิตใจไม่มั่นคง บททดสอบ บทเรียนต่างๆ ของแม่ถึงได้รับเยอะมากมายนัก แต่อีกที แม่ก็คิดอีกแหล่ะว่า อย่างน้อย เราก็ได้บทเรียนไปพร้อมๆ กัน เรารู้สึกของการมีค่า แห่งเวลาที่เราได้อยู่ร่วมกัน และ ไม่อยากสูญเสียมันไป สิ่งที่เกิดขึ้นสอน ให้ครอบครัวของเราเป็นหนึ่งเดียว และ สอนให้เรามั่นคง ไม่ว่าทางด้านจิตใจหรือสติเราพร้อมที่จะรับมัน เราพร้อมที่จะเผชิญและ แก้ปัญหาไปอย่างมีสติ 

 

     Share

<< Spinal TapMagnetic Resonance Imaging (MRI) >>

Posted on Sun 3 Dec 2006 2:05