Magnetic Resonance Imaging (MRI)

 

ลูกรักของแม่

 

เราสามคน ไปโรงพยาบาลเด็ก 4-5 ครั้งเพื่อทดสอบทางด้าน พัฒนาการ และ ทางด้านสมองของลูก หมอลงความเห็นว่า ลูกเป็นเด็กมีพัฒนาการเร็ว และ มีความสามารถในวัย 6 เดือนเท่ากับเด็ก 9 เดือน นั่นคือ ใช้นิ้วหยิบสิ่งของ เพียงสองนิ้ว ((pincer grasp)) ซึ่งเด็กวัยนี้จะใช้ทั้งมือ ลูกสามารถต่อบล๊อกได้สามบล๊อก  Bangs two cubes together สามารถ เอาของใส่ในคอนเทนเนอร์ และเอาออกมาได้  ใช้นิ้วชี้ ชี้นั่นนี่ได้  ตั้งเข่าและทำ

ท่ าเกือบจะคลานได้ และ ยิ่งไปกว่านั้น หมอทึ่งคือ การที่ลูก สามารถ เกาะยืนได้ด้วยตัวเอง ดึงตัวเองขึ้นมา จากพื้น ในวัยแค่ 6 เดือน ซึ่งเด็ก 6 เดือนพัฒนาการตามปกติ  คือนั่งเอนล้มอยู่เลย กว่าจะนั่งทรงตัวได้ หรือ ดึงตัวเองได้อย่างน้อยก็ต้องผ่าน 7 เดือนไปแล้ว  และ ลูกสามารถทำอะไรได้มากมาย ผ่านการ ทดสอบ ทุกอย่างจนหมอพอใจและส่งหนังสือ ไปให้ หมอประจำตัวของลูกว่า ไม่ต้องการทดสอบลูกอีกแล้วเพราะ ลูก เป็นเด็กที่ มีพัฒนาการดีเยี่ยม  แต่ MRI  - Magnetic Resonance Imaging เราก็ต้องทำต่อไป ส่วนรายงานการทดสอบของลูก แม่ได้เก็บไว้ให้ลูกดูเมื่อลูกโตขึ้นนะลูก แม่ภูมิใจกับการพัฒนการของลูก ของแม่ยิ่งนัก

 

 

วันที่หมอนัดทำ MRI ให้กับลูก แม่อ่านทุกอย่าง อย่างละเอียด และมั่นใจว่า ข้อมูลที่แม่มี และคำถามที่แม่จะถามหมอ ให้ชัดเจน ก่อนที่ จะให้ลูกทำนั้น แม่ ชัดเจน และ แน่ใจ และ แม่ปรึกษาน้านิ้งเช่นกัน และ น้านิ้งก็เห็นควรด้วยว่า ทำไปดี แล้วอย่างน้อย ก็จะได้ สรุป จบปัญหาเหล่านั้นเสียที

 

หมอและพยาบาลได้อธิบายว่าจะให้ยา เพื่อให้ลูกนอนหลับ เนื่องจาก ต้องนอนนิ่งๆ เพื่อที่จะให้เครื่องตรวจคลื่นสมอง และ ให้เห็นภาพได้แม่นยำ ยาที่ได้รับ จะทำให้ลูกมีอาการเบลอ และ มีขั้นตอนต่างๆ ซึ่งแม่อ่านมาอย่างครบหมดจด ว่า ต้อง และ ห้ามอะไรบ้าง และยิ่งไปกว่านั้นคือ ห้ามให้อาการก่อนหลังทำ MRI ภายในสองชม นั่นหมายถึงว่าลูกจะหิว เกิน 4 ชม แน่นอน แต่ดีที่สุดคือ นมแม่ สามารถให้ลูกได้หลังการทำ MRI แล้ว ตลอดเวลาซึ่งวิทยาศาสตร์ นี่แหล่ะนะลูกนะไม่สามารถห้ามการให้นมแม่ ได้ แม่เลยถือว่าเป็น  ข้อดีของนมแม่ อีกซักข้อ จากข้อดีทั้งหมดทั้งมวลที่แม่ได้รับความรู้มาแล้วนะลูก

 

เครื่อง MRI มันใหญ่โตยิ่งนัก เมื่อเทียบกับขนาดของร่างกายของลูกแล้ว เครือ่งทำงาน ถึงกับห้อง ใหญ่ๆ หนึ่งห้องเลยทีเดียว มีคอมพิวเตอร์ มีการประมวลผลต่างๆ และ แม่กับแดดดี้ได้รับอนุญาติให้เข้าไปห้องนี้ได้

((โดยต้องถอด เครื่องอุปกรณ์ต่างๆที่เป็นโลหะทั้งหมด )) เพื่อได้เห็นลูกนอนนิ่งๆ ตัวน้อยนิดเหลือเกิน เมื่อเทียบ กับเครื่องยักษ์ส่งสัญญาณ กวนหัวใจ กวนประสาทแม่ตลอดเวลา แต่อย่างน้อย แม่อยู่ตรงนี้ อยู่ใกล้ๆ กับลูกทุกเวลานาที และ ลูกต้องอยู่กับเครื่องนี้ ราวๆ 45 นาที จากนั้นก็เข้าไปนอนหลับห้องพักฟื้น

 

ลูกรักของแม่ ไม่มีปัญหาเลย ตื่นขึ้นมาก็ยิ้มละไมให้แม่ แม่ก็ให้นม กับลูกทันที เรา กลายเป็นว่าสนิทกับโรงพยาบาลนี้ไปเลย ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ต้องไปๆ มาๆ กับโรงพยาบาลแห่งนี้นับครั้งไม่ถ้วน

 

ผลการตรวจ MRI ครั้งนั้น หมอ สมิธ เป็นผู้ตรวจ และอ่านผลให้ลูก วันที่เราสามคนต้องไปเจอหมอ เป็นวันที่แม่นอน หลับไม่สนิท เลย แม่อยากจะให้ถึงเช้าเร็วๆ แม้ว่าผลจากหมอทางประสาทและพัฒนาการเด็กจะยืนยันมา แต่อย่างน้อย ด้านอื่นภายในสมองของลูกหมอยังไม่เห็น และ เมื่อ แม่ไปรอหมอตอนเช้า ในออฟฟิศของหมอ แม่ได้เจอกับครอบครัว ของเด็กตัวเล็กๆ หลายคน ที่แม่พบแล้ว แม่เคยคิดว่า ชีวิตของแม่ต้องผ่านบททดสอบหลายอย่างในชีวิตที่หนักหนา จริงๆ แล้วเมื่อเจอกับพ่อแม่ ของเด็กตัวน้อยๆที่นี่ แม่รู้และพบสัจธรรมเลยว่า ปัญหาของแม่ ช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน เพราะ เด็กบางคนต้องเป็นหัวบวมน้ำ หรือ บางคนเป็นการ Drain น้ำจากสมองไปสู่ไขสันหลังไม่ได้ หรือพัฒนการไม่สมบูรณ์  หมอต้องทำการผ่าตัดเพื่อใส่ท่อ ไป หลังจาก กำเนิดในโลกนี้ได้เพียงไม่กี่วัน  เด็กบางคน ต้องรับการผ่าตัดสมองตั้งแต่ตัวยังน้อย เพราะค้นพบว่า มีเนื้องอกมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แม่เห็นปัญหาเหล่านี้ มองเห็น คนที่เป็นแม่ แห่ กล่อมลูก มองเด็ก แล้วมองไปยังหัวใจของแม่ ของเด็ก แม่ยอมรับว่าหัวใจของแม่ เจ็บ และร้าวราน นั่น แค่เด็กคนอื่นที่แม่เห็นเพียงแค่การรอคอยหมอของลูกเท่านั้น แล้ว หัวจิตหัวใจของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ต้องหนักหนาสาหัสยิ่งนัก เมื่อแม่เข้าใจแบบนี้ ความเข้มแข็งและความกล้าหาญที่จะเผชิญความจริงของแม่มีมากขึ้น เพราะแม่คิดว่า อย่าคิดว่าปัญหาของตัวเองยิ่งใหญ่ นัก มองให้เข้าใจ และยอมรับ และ ศึกษาให้ดี เพราะ  คนอื่นที่ผ่านขั้นตอนอันลำบาก บทเรียนที่ต้องท้าทายในชีวิตหนักหนาสาหัส กว่าแม่ยังมีอีกมากมาย และเค้าก็ยังฝ่าฟันมาได้  ด้วยหัวใจแห่งความเข้มแข็ง ด้วยหัวใจของคนที่เป็นพ่อและแม่

 

เมื่อถึงคราวของเราต้องเจอหมอ หมอบอกว่า ผลจากอิมเมจ ลักษณะสมอง และ อื่นๆ โดยรวมปกติ ทั้งหมด   ลูกรักของแม่ เป็นเด็กหัวโต โตมากกว่าคนอื่น เท่านั้นเอง และ หมอบอกว่า ขอสังเกตไปแบบนี้จนเมื่อ ลูกของแม่ สองขวบ หากยังมีการโตแบบ เกินพิกัดแบบนี้อีก หมอต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าเพราะอะไร แต่หมอ บอกว่าจากประสบการณ์ของหมอที่รักษาเด็ก ผ่านมาหลายสิบปี หมอรับรองว่าลูกไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะ ลูกจะมีอาการ Alert และ ตอบรับ กับการที่คุณหมอเทสต์และกระตุ้นลูกทุกอย่าง แม่ฟังแม่ก็บอกตรงๆ ว่า ดีใจและโล่งใจเบาใจไปในเวลาเดียวกัน แต่อีกที เมื่อสองขวบ หรือหลังจากนี้ไป แม่ก็ต้องมอง และ ศึกษา และ คอยสังเกตลูกดุ อย่างเงียบๆ เช่นกัน

     Share

<< Another testDeveloping milestone >>

Posted on Mon 4 Dec 2006 0:31