Fly me to Thailand

ลูกรักของแม่

 

การเดินทาง ระหว่างประเทศของเรา สองคนแม่ลูกครั้งนี้เป็นครั้งแรกนะลูกนะ เพราะ แม่ผ่านการทดลองแล้ว ว่าระยะสั้น ลูก ของแม่เก่งมาก เดินทางไม่สร้างปัญหาแต่อย่างใด

 

แม่เตรียมตัวการเดินทางครั้งนี้ถึงสองเดือนเต็ม การทำพาสปอร์ตให้กับลูก((ใช้ใบเกิด และ รูปถ่าย แดดดี้และแม่ แสดงตัวตน  ยืนยันการเป็นผู้ปกครอง พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียม ที่ไปรษณีย์ เพราะการที่แดดดี้และแม่ไปยืนยัน เป็นการป้องกันลูกนะลูกนะ เนื่องจากการ เดินทางต่างประเทศกับเด็กเค้าต้องการป้องกัน การลักพาเด็กข้ามประเทศ )) และการ ปรึกษาหมอ ว่าลูกต้องได้รับวัคซีนใด เพิ่มเติม บ้าง ลูกก็ได้รับ เพิ่มเติมคือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพราะตอนที่เรากลับตอนนั้น ไข้หวัดนก กำลังระบาดที่เมืองไทย และ Globulin Hep A เพราะ วัยขนาดลูกไม่สามารถฉีดวัคซีน ป้องกันโรคตับอักเสบ ชนิด เอ ได้ เนื่องจากยังเล็ก เกินไป ต้องอายุ เกิน 12 เดือนไปแล้ว แต่คุณหมอก็หาวิธีป้องกันให้ลูก  โดยให้วัคซีนตัวนี้ไป  เพราะ การกลับประเทศไทยคือ ประเทศเขตร้อน มีการระบาดของโรคไวรัสชนิดนี้กันมาก หมอเลยจำเป็นต้องให้ไป รวมถึง จะมี TB shot ด้วยแต่แม่ศึกษาแล้ว หากคนที่มีวัคซีนตัวนี้ไปแล้ว เทสต์ซ้ำ ก็จะมีผล เป็น บวก ซึ่ง แม่มองไม่เห็นความจำเป็นที่ลูก ต้องฉีดตัวนี้ เพราะ เมื่อลูกกลับจากไทย ลูกก็ต้องได้รับ การเทสต์ TB อีกนั่นเอง หากผล เป็นลบ ก็โชคดีไป หากผลเป็นบวก เราก็ทรีต ก็รักษา แต่หาก ลูกฉีด แล้วผลเทสต์ออกมาเป็นบวก ลูกก็ต้องได้รับการเทสต์เหมือนกับว่า ลูกเป็น วัณโรคด้วย แม่เลยคิดว่า แม่มองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ การฉีดยาตัวนี้ แม่เลยไม่รับ แม่ยังชอบตรงที่หมอปรึกษา และ ให้ความเห็น หลาย ๆ เรื่อง ว่าทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของ แดดดี้กับ แม่ ด้วย

 

เรื่องสายการบิน แม่เช็คอย่างดี ว่า ต้องมีอะไรให้กับลูกบ้างแบบ ขั้นพื้นฐานและ ต้องบินระยะแค่ไหน เพราะ แม่ ว่าการบินระยะทางไกลกับลูก เวลาในการต่อเครื่องต้องสั้นไม่งั้น เราสองคนคงเหนื่อยแย่เลย แม่เลือกสายการบิน เจแปนแอร์ไลน์ เพราะ แม่ชอบ การบริการ และการดูแล เป็นอย่างดี เราสองคนได้รับการดูแลอย่างดี จากสายการบิน นี้ แม่ต้องบอกตรงๆ ว่าประทับใจมากๆ โดยเฉพาะ แอร์ที่เป็นคนไทยจะดูแล เราสองแม่ลูกอย่างดีมาก เอาขนม และ ของเล่น มาให้ลูกเล่น แต่ แอร์คนไทย ให้แค่ชิ้นเดียว แอร์ญี่ปุ่นให้ตั้งสามชิ้นแน่ะ แม่จำได้

 

ระยะนี้ ลูกก็คลานได้ อย่างแคล่วคล่องว่องไว แม่ต้องพกน้ำยาล้างมือ และ ผ้าเช็ดป้องกันเชื้อโรค สารพัด เพราะลูกคลานไปทั่ว สนามบิน และ แม่รู้ว่า ที่ไหนคนเยอะที่นั่น โรคแยะ ไม่เหมาะกับการเอาเด็กอ่อน ไป แต่ในเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องหาทางป้องกัน ทั้งๆ ที่แม่ระวัง และ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกบ่อยๆ และ ล้างมือ ด้วยน้ำยา และ เช็ด พื้นผิว เก้าอี้ บนเครื่อง ให้ลูก แต่ไม่วาย ลูก ก็ยังติดเชื้อเบคทีเรียที่แขนขวา เป็นผื่นแดง จากบนเครื่องบิน แม่เลย อยากจะบันทึก ว่า ให้ลูกใส่เสื้อแขนขายาวในการเดินทางจะดีที่สุด เพราะขนาดลูกแม่ให้ใส่แขนยาวแขนยังเป็นผื่นติดเชื้อได้เลยเพราะแม่สังเกต เห็นบนเครื่อง เมื่อเราเดินทางผ่านไปได้ จาก อเมริกามาญี่ปุ่นแล้ว นั่นเอง

 

การเดินทาง จากอเมริกาไปถึงญี่ปุ่น ลูกไม่หลับเลยซักงีบเดียว เล่นตลอด ใครผ่านไปผ่านมาก็เข้ามาทักทายด้วย ลูกของแม่ ทำตัวเป็นเด็กสังคมจัดเสียอย่างนั้น ยังดีหน่อยที่ไม่ยอมให้ใครอุ้ม แต่ เล่นด้วย ส่งเสียงด้วย แต่ไม่เอา ใครเลย ยิ่งไฟลท์ที่เราเดินทาง แม่อยากจะเรียกว่าไฟลท์คุณยาย เพราะมี รุ่นราวๆ 60++ เดินทางกันเยอะเชียวนัยว่าเป็นทัวร์ลงญี่ปุ่น ใครไปใครมา เห็นลูกล่ะแวะ เล่นกับลูกทุกคน ลูกก็สนุก แต่ทำเอาแม่เหนื่อยเพราะลูก ไม่ยอมนั่งเฉยๆ ลูกจะคลานๆ ไปนั่น นี่โน่น ตลอดเวลา เดือดร้อน ผู้โดยสาร อื่นๆ มากๆ  เพราะต้องคอยหลบ เจ้าเด็กตัวน้อยๆ  สำหรับแม่ การเดินทางครั้งนี้ เทียบกับการเดินทางตอนลูก 23-24 เดือนไม่ได้เลย ครั้งนี้ กับ ครั้งที่สอง ช่างต่างกันราวขาวกับดำ

 

แต่ยังดีหน่อย ลูกเหนื่อยตาแดงก่ำ อย่างไร ลูกก็ไม่โยเย จะมีหลับ เป็นช่วงสั้นๆ คือ 30 นาที หลังจากดูดนมแม่ การเดินทาง ของเรา สองคนราบรื่นเพราะนมแม่ จริงแท้แน่นอน

 

ไปถึงเมืองไทย เราสองคนแม่ลูกสลบเหมือด และแม่ได้ทำวีซ่าเดินทางเข้าประเทศไทยให้กับลูกเพราะครั้งนี้แม่ ตั้งใจอยู่เมืองไทย เดือนครึ่ง ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ชาวต่างชาติจะอยู่ได้ ไม่เกิน 30 วัน แม่เลยทำ เผื่อไป ส่วนของแม่ เป็นอเมริกัน ซิติเซ่น แต่แม่บอก เจ้าหน้าที่ ฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองว่าแม่ถือสองพาสปอร์ต จะทำอย่างไร เค้าก็ ติดแสตมป์ให้แม่ ทั้งสองเล่ม และ ให้ยืดหยุ่นกับลูก ด้วย เพราะถือว่าอาศัยอยู่กับแม่ ซึ่งเป็นสัญชาติไทย ทั้งนี้ทั้งนั้น คราวหน้าแม่ไม่ต้องขอ วีซ่าให้ กับลูก ไปจนกว่าลูกอายุ 14 ปี

 

การอยู่เมืองไทยของลูกกับแม่ค่อนข้างจะลำบาก ตรงที่ร้อน แล้วลูกเอง ก็ไม่ยอมทานอาหารอะไรเลย ยกเว้นนมแม่เท่านั้น แม่ต้องให้ น้านิ้งตรวจลูกตลอดเวลา ยังดีหน่อยที่ลูกยอมดื่มน้ำจำนวนมาก และ ชอบที่จะเล่นน้ำ

 

และ การมาถึงเมืองไทยครั้งนี้ ของลูกเท่ากับ การเผชิญชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของลูกเลยคือ ลูกเจอกับญาติ ครอบครัว ของแม่ ลูก แรกๆ งอแง ไม่เอาใครเลย เกาะแม่ เป็นลูกลิงตลอด แม่เข้าใจทีหลังว่า การที่ลูกไม่เข้าหาใครเลยเพราะ ชีวิตของลูกมีแต่แม่ และ คนอื่น เป็นคนหน้าตาแตกต่างจากคนที่นี่ทั้งนั้น พอเจอที่บ้านเรา ใครๆ ก็อยากอุ้มอยากกอดลูก ด้วยความรักกันทั้งนั้น แต่อาจจะเร็วไปหน่อยลูกเลยงอแง แต่ พอระยะ ผ่านไป อาทิตย์สองอาทิตย์ ลูกก็เริ่ม ชิน และ เริ่มมีความ ไว้วางใจมากขึ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแม่เอาลูกไปไหน จะมีคนเข้ามา ทั้งๆ ที่แม่อุ้มอยู่ ดึงแก้ม จับหน้า จับมือ แล้วชื่นชมว่าน่ารัก แม่เข้าใจนะ ว่าทุกคนมีเจตนาดี แต่ในเชิงจิตวิทยา เด็กกลัว ลูกของแม่กลัว แม่รู้เลยว่า ลูกกลัว และ ลูกกอดแม่แน่นเลย ลูกเบี่ยงหน้า หลบหนี แม่เข้าใจนะลูกนะ แม่เองก็พยายามปกป้องลูกเต็มที่ แต่อีกที วัฒนธรรมไทยกับฝรั่งต่างกัน ฝรั่งจะไม่มาจับตัวเด็กก่อน จนกว่าจะขออนุญาตจากพ่อแม่เด็กแล้ว แต่ วัฒนธรรมไทยเรามีความ ใกล้ชิดเสมือน ญาติ ดังนั้นการจับเนื้อต้องตัวเด็ก ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติไป สำหรับแม่ แม้ว่าก่อน แม่มีลูก แม่เองจะเข้าหาเด็กคนไหนที่แม่คิดว่าน่ารัก แม่จะ เข้าไปทักทายช้าๆ เบาๆ จนเด็กเกิดความมั่นใจในตัวแม่ แล้วยิ้มนั่นแหล่ะ เพราะ แม่มีหลาน คือ พี่ฟ้าใส แม่รู้ว่า เด็ก และ แม่เด็กรู้สึกยังไง

 

ก็ไม่ต้องเด็กหรอกนะ อย่างผู้ใหญ่อย่างแม่ หากใครเข้ามา รวดเร็วทำความสนิทสนมกลมเกลียวกับแม่อย่างรวดเร็ว แม่ คงไม่ชิน แต่ แม่ยังดีหน่อย เพราะแม่โตแล้ว ยังมีระบบประมวลความคิด ได้ แต่ลูกสินะ ยังเล็กนัก แม่มาบันทึกไว้ ออนไลน์เรื่องนี้ เผื่อไว้ว่าหากใครได้เห็น แม่ อุ้มลูก เล็กๆ เมื่อเห็นว่าน่ารัก ก็ให้เข้าใจเถิดว่า แม่ทุกคนยินดีเหลือเกินที่มีคนมา รัก มาเอ็นดู ลูกของเรา แต่ การเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วจับเนื้อจับตัวเด็กเลย เด็กยังไม่เกิดความเคยชิน เพราะใครที่ไหนก็ไม่รู้ แม้จะมีเจตนาดีกับเด็กก็ตามที อีกอย่างเด็กตัวเล็กๆ วัยยังเล็กๆ การจับเนื้อจับตัวจับหน้าตา เด็กอาจจะติดเชื้อโรคที่ คนจับอาจจะคิดไม่ถึง เช่นพวกโรคไข้ดอกกุหลาบ และ ไข้อื่นๆ หลายชนิดที่มาจากการสัมผัส เพราะลูกของเพื่อนแม่ ก็ได้รับโรคไข้กุหลาบ เมื่อมาเมืองไทยนี่แหล่ะ  รวมถึงการทำให้เด็กตกใจด้วย ซึ่งตรงนี้แม่ๆ หลายคน คงไม่สบายใจนัก เพราะแม่เองก็ไม่ค่อยสบายใจกับการที่อุ้มลูกไปไหนมาไหน แล้วมีคนเข้ามาหยิกแก้มมาจับมือลูกแล้วบอกว่า น่ารัก มาขออุ้มหน่อยได้ไหม แม่เกิดและโตเมืองไทย แม่เข้าใจ แต่อีกที แม่เป็นแม่ แม่เข้าใจความรู้สึกของลูกดี แม่เองบันทึแบบนี้ไว้ เพราะ  แม่เองหวังว่า คงได้ประโยชน์ และ มีข้อคิดได้ กับ แม่ และ คนที่ยังไม่ได้เป็นแม่นะลูกนะ

     Share

<< My first HalloweenNew adventure >>

Posted on Thu 14 Dec 2006 0:43