How I handle

ลูกรักของแม่

 

บาดเจ็บ

ตอนนี้ลูกของแม่ ก็อายุ ได้ ราว 13 เดือนแล้วนะลูก เป็นอุบัติเหตุที่แย่ที่สุดในชีวิตของความเป็นแม่ของแม่ ((จริงๆ มันก็มีแย่ตามมาเรื่อยๆ ต้องนับว่าครั้งนี้ครั้งแรกนะลูก))

 

อุบัติเหตุในวัยเด็ก ต่อให้แม่ดูแลลูกใกล้ชิดแค่ไหน แต่การประคองตัวของลูก ก็ยังไม่เท่ากับเด็กโต ที่มีการพัฒนาการได้สมบูรณ์ กว่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด วันหนึ่งลูกของแม่ ปีนแล้วก็ตกจากเก้าอี้ และ ใช้ฟันกัดปากตัวเอง และ เหงือกฉีก  แม่เห็นเลือดไหล

ท่วมปาก ของลูกอย่างนั้น บอกตรงๆ แม่ใจเสีย แต่แม่ ก็ได้อ่านหนังสือมาบ้าง แม่รีบ เอาน้ำแข็ง ห่อผ้าประคบปากให้กับลูก แล้วแม่ก็โทรหาหมอ หมอเลยให้เข้าไปดู พอเห็นคุณหมอบอกว่า การที่เลือดออกที่เหงือก จะ มีปริมาณเลือดเยอะ เพราะปริมาณเส้นเลือดฝอยมีเยอะ แต่ เหงือกจะรักษาตัวไว กว่า ปากแตก และหมอไม่คิดว่ามีปัญหาอะไร และ การล้มแบบนี้ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ครั้งต่อๆ ไปแม่เช็ค ลูก ก็ล้ม คล้ายๆ แบบเดิม เจ็บคล้ายๆ ที่เดิมตลอดเลย

 

นอกจากปากแตก เหงือกฉีกแล้ว สิ่งที่แม่เห็นคือ รอยเขียวช้ำ ที่หน้าผาก ลูกก็ล้มได้ล้มดี ตรงหน้าผาก ตรงกลาง ปูด ออก

มาแบบ นั้นทุกที แม่นี่ใช้ทั้งน้ำแข็ง และ น้ำอุ่นประคบ ลูกจน เป็นผู้เชี่ยวชาญไปแล้ว และ แม่ก็เชื่อเหลือเกินว่า ลูกเองก็คง เรียนรู้ บ้าง เพราะ ลูกจะระมัดระวังแต่ ยังเร็ว และมั่นใจเช่นเดิม การเกิด อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ในวัยเด็กของลูก สำหรับแม่ แรก ๆ เลยนี่ หัวใจแม่ รู้สึกไม่ดีเลย รู้สึกตลอดว่าหากแม่เจ็บเองได้แม่จะเจ็บแทน แม้แต่เดี๋ยวนี้ ก็ตามที แต่อีกที แม่ก็อดคิดไม่ได้ว่า แม่เองจะปกป้องลูกไปทุกระยะทุกอย่างก้าวไม่ได้หรอก แม่ต้องรักษาระยะที่ให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง เรียนรู้  ด้วยตัวเอง และ ลูกก็จะโต ด้วยตัวของตัวเอง  โดยที่มีแม่ เป็นคนที่ลูกไว้ใจ และพร้อมที่จะเข้าหาเมื่อลูกมีปัญหาดีกว่านะลูก

 

ภาษา

แม่ได้เริ่ม การใช้ภาษามือกับลูกเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน และ เราพูดคุยสื่อสารกันได้ระดับหนึ่ง แม่ว่า ก็สนุกดีนะลูกนะ อีกอย่าง แม่ว่าการเลี้ยงลูก ที่ต้องพูดอีกภาษา ในประเทศที่พูดอีกภาษา เหมือนจะยุ่งยาก จริงๆ แล้ว ก็ไม่เชิง ลูกรับได้ นะ สำหรับแม่ และ การใช้ภาษามือของลูก ก็ไปได้ดี ทุกคำที่แม่สอน และ การใช้ชีวิตประจำวันของเรา ก็ผ่านไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ ตอนนั้น แม่ยังแอบขำเลยว่า เหมือนแม่พูดกับลิงเลย เพราะพูดกันด้วยมือ และ แม่พูดพร้อมทำสัญลักษณ์ ลูกก็ตอบมาเป็นสัญลักษณ์ ลูกมาเรี่ม เปล่งเสียง เป็นคำๆ เมื่อ 8 เดือน ได้ คำแรก คือ มิ้ล แต่ เป็นนมแม่ ก็ตลกดี และ แม่จำได้ว่า ภาษามือของเรายุติลงราวๆ เดือน ที่ 14 -16 เพราะลูกพูดสื่อสารได้มากขึ้น ลูกสามารถ เยส หรือ โน ได้เมื่อแม่หรือแดดดี้ตั้งคำถาม และ ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งลูกพยายามจะพูด คำใหม่ๆ หรือคำที่เคยพูด แม่ก็ไม่เข้าใจ แม่เลย พูดไปเรื่อยๆ ชี้ไปเรื่อยๆ ว่าอะไร ความอดทนลูกก็หมด ลูกก็จะร้อง และ กรี๊ด ออกมาแบบขัดอกขัดใจ แม่เข้าใจนะลูก แม่เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการให้ลูกชี้ และ เมื่อแม่เห็นแล้ว แม่ก็จะ พูดว่ามันคือ อะไร และ ให้ลูกพูดตาม เราก็สามารถสื่อสารกันด้วยความเข้าใจ และ ตั้งแต่นั้นมา ลูกตอบแม่เป็นภาษาอังกฤษ และ แม่พูดภาษาไทยบ้างอังกฤษบ้าง ลูกก็เข้าใจดี การสอนลูกแบบนี้ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด แต่ แม่เอา ความเชื่อและสัญชาตญาณของแม่เป็นหลักว่า เด็กเรียนรู้ไวและพร้อมจะยินดี ที่จะเข้าใจกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวทุกวัน

อย่างที่คนไทยว่านะลูก เด็กเหมือนผ้าขาวสะอาด แม่เชื่อแบบนั้น ใส่อะไรก็รับได้หมด

 

การนอน

ลูกของแม่ เป็นเด็กนอนยาก และนอนน้อย ไม่ว่าแม่จะพยายามศึกษาและพยายามจะทำความเข้าใจกับพฤติกรรมลูก อย่างไร ก็ไม่ได้ช่วยให้ลูกนอน ได้เร็วขึ้นเลย ลูกเป็นนอน ราวๆ 11-12 ชม มาตั้งแต่วัย 9 เดือน ซึ่งน้อยสำหรับเด็กวัยนี้อย่างน้อยต้อง 12- 14 ชม แต่อีกที แม่มองแล้ว แรงพลังลูกยังมีและแรงไม่ตก แม่ก็ต้องยอมรับไป ว่าลูก เป็นแบบนี้เอง ลูกไม่เคยหลับคา ของเล่น ไม่เคยฟุบ หรือ หลับแบบหมดแรงที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ การนอน ของลูกจะเป็นเรื่อง ที่เรียกว่า นอนคือ เวลาที่จะนอน และต้องเป็นที่นอนเท่านั้น ไม่หลับ แบบเด็กๆทั่วๆ ไปเมื่อหมดแรง แม่ไม่เคยเห็นลูกสัปหงก เป็นแบบนั้นเลย แรกๆ แม่กดดัน เพราะ เอาลูกไปเปรียบเทียบกับบ้านคนอื่น ในวัยเดียวกับลูก คือนอน 7.00-7.00 และยังมีนอนกลางวันอีก ซึ่งนั่นไม่ใช่ลูก ของแม่เลย ไม่ใช่ว่าแม่จะเลี้ยงลูกแบบไม่ให้มีตารางหรือไม่มีความรับผิดชอบกับตัวเอง แต่ลูกไม่หลับเอง มันเป็นแรงพลังที่เหลือเฟือที่มากับตัวลูก ที่มากับธรรมชาติ แม่เลยต้องหากิจกรรมให้ลูก เล่น มาก และเยอะกว่าเด็กในวัยเดียว กันกับลูก และ ลูกก็ทำได้ดี และ หลับสนิทดี แต่ลูกไม่ได้หลับตลอดคืน เหมือนเด็กทั่วไป นั่นแหล่ะ แรก ๆ แม่เองคาดว่า มาจาก การดื่มนมแม่ทำให้ตื่นมาดื่มนมกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ หากวันไหน ลูกเล่นน้อยวันนั้นลูกจะตื่น และหลับไม่สนิท ลูกมาหลับตลอดคืน จริงๆ เมื่อผ่าน ขวบที่สอง ไปแล้ว แม่เองรับได้ไม่ได้ถือว่าลำบาก อะไรกับการที่ต้องตื่นแล้วบอกให้ลูกหลับต่อ แต่แม่ไม่ให้เล่นหรือมีบทต่อสู้กับลูก หากลูกไม่นอน แม่ก็จะบ๊ายบาย และปล่อยให้ร้อง ไป เลย ลูกของแม่ร้องแม้กระทั่ง อาเจียน ออกมา แม่ก็ต้องทำความสะอาดให้ แต่แม่ก็ปล่อย และ แม่ก็อธิบาย ว่า นอนก็ต้องนอน ลูกก็เข้าใจมากขึ้นว่านอน ตื่นมาแล้วก็หลับต่อเองได้ หาก ไม่ได้ก็เดินมาหาแม่ มานอนกับแม่ และ ลูก ก็จะได้รับการต้อนรับเสมอ เพราะสำหรับแม่แล้วการเลี้ยงลูก แม่คิดเสมอว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ลูกจะมีแม่เสมอ และ ลูกจะมั่นใจและวางใจได้เลยว่า แม่พร้อมจะอยู่และช่วยลูกตลอดเวลา แต่ มันก็ต้องมีเหตุมีผลและมีที่มาที่ไปด้วยนะลูก

     Share

<< The activitiesWe are moving >>

Posted on Sat 6 Jan 2007 2:37