We are moving

ลูกรักของแม่

 

เมื่อลูกอายุได้ 15 เดือน ทางแดดดี้ ครบสัญญากับที่ทำงาน ว่า ต้อง Rotate งาน เรามีเลือกสอง ที่คือ ที่แคลิฟอเนีย กับ โอไฮโอ แดดดี้คิดว่า การอยู่แคลิฟอเนียกับครอบครัวเราคงลำบากหลายอย่าง สุดท้ายเราเลยเลือกที่จะมาที่นี่ โอไฮโอ 

 

 การเดินทางครั้งนี้ คือ การนั่งรถระยะยาวของลูก เราใช้เวลาเดินทางจากบอสตันมา เดย์ตัน ทั้งหมด 3 วัน หากไม่มีลูก แดดดี้บอกว่า วันครึ่งก็ถึงแล้ว แต่ครั้งนี้การเดินทางของเรา มีสมูทตี้ด้วย ปกติว่าการเดินทางกับสัตว์เลี้ยงก็ ใช้เวลา ยิ่งกับเด็กเล็ก ก็ใช้เวลา แต่ หากสองอย่างนี้รวมกัน ทริปของเราในการเดินทางครั้งนี้หวานเย็นมากลูก แต่เราก็ทำได้ดี และลูก ก็ไม่งอแงมาก อย่างที่แม่และแดดดี้นึกเอาไว้ แม่แพลนไว้สารพัด ของเล่นหลายอย่าง หนังสือที่ลูกชอบ ขนมนมเนย และ ครั้งนั้น ในการเดินทางของเรา ลูกได้คำศัพท์ใหม่มามากมาย โดยเฉพาะ Truck, Corn Field,cow ,horse เราย้ายจากเมือง เข้า พื้นที่เกษตรกรรมนะลูก แต่ลูกก็เพลิดเพลินกับสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะแดดดี้ จอดรถให้ สมูทตี้และลูกได้ลงเล่น ลงเดินทุกๆ สอง สาม ชั่วโมง ครั้งละ 15 -20 นาที ก็ช่วย ผ่อนคลาย ความเครียดในการ เดินทางไปได้ เด็กบางคน ง่ายหน่อยคือ หลับหรือดู หนัง ดูทีวี ที่ติดไว้ในรถ แต่ลูกแม่ไม่ชอบนั่งนิ่งๆ โดยเฉพาะเด็กที่แรงพลังมากๆ แบบนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือ การให้ลูกได้ ลง วิ่งเล่นบ้าง

 

เราแวะ พักนอนคืนแรกที่ เพนซิลวาเนีย คืนที่สองที่นิวยอร์ค แถบ น้ำตก ไนแองการ่า ลูกชอบมาก และสามารถ เก็บ คำศัพท์ใหม่ ได้อีกคำ คือ วอเตอร์ ฟอล และที่ น่ารักคือ เมื่อเรากลับไปอาบน้ำในห้องน้ำ แม่ ให้ลูกอาบจากชาวเว่อร์ในโรงแรม ลูกบอกว่า วอเตอร์ ฟอล ทำเอาแม่กับแดดดี้ ขำไปพักใหญ่

 

คืนที่สาม เราพัก แถวๆ โคลัมบัส ถ้าแม่จำไม่ผิด อีกไม่นานจะถึงเดย์ตัน แต่แดดดี้บอกว่า ไม่อยากขับนาน พอมืดแล้วมอง ไม่เห็น แดดดี้กลัวว่า ลูกจะเหนื่อย เราเลยค้างกันที่ โรงแรมอีกคืน

 

เมื่อเรามาถึง เดย์ตัน แม่เจอเพื่อนสนิทแม่ ซึ่ง ครอบครัวย้ายมาที่นี่ก่อนหน้า ครอบครัวเราได้ ปีหนึ่งแล้ว นั่นคือ ซินดี้นั่นเอง ซินดี้ก็รับสมูทตี้ไว้ที่บ้านก่อน ส่วนเราไปพักที่ อพาร์ทเม้นท์ที่บริษัทจแดดดี้จัดให้ เมื่อเรามาถึงที่นี่ เราค้นพบว่า ราคาบ้านที่นี่ ถูกกว่าบ้านในบอสตัน แบบ เกือบ 1/4  หรือ 1/2 เลยทีเดียว แดดดี้เลยตัดสินใจซื้อบ้าน แทนที่จะอยู่ในเขตหมู่บ้านที่บริษัท จัดให้ เพราะ แดดดี้บอกว่าสิ่งแวดล้อมในเขตที่บริษัทจัดให้เค้าไม่ได้แยก พนักงาน ว่ากลุ่มไหน บลูคอลาร์ หรือ ไวท์คอลาร์ เราไม่ได้ แยกแยะ หรือรังเกียจสีผิว หรืออะไรนะลูก แต่ ทางปฏิบัติ แม่เองก็ไม่สามารถให้ลูกโตในสังคมที่ ค่อนข้างขาดการศึกษา หรือ คำพูดบางคำไม่เหมาะกับเด็ก แม่เลยสนับสนุนแดดดี้ให้ซื้อบ้าน เราก็ได้บ้าน แต่ แย่จัง เราสองคนลืม ไปว่า เขตบริเวณบ้านใหม่  ต้นไม้ จะน้อย ซึ่งที่นี่การตัดต้นไม้ไม่ต้อง ขออนุญาตต่างกับที่บอสตัน จะตัดต้นไม้ ซักต้น ต้องขออนุญาตเขตก่อน ดังนั้นที่นี่ต้นไม้ไม่มีเลยลูก ร่มไม้บังใบไม่มีเลย ลูกเล่นนอกบ้าน ร้อน ตับแทบแตก แม่รู้สึกผิด แต่ อีกที เราต้องการบ้านจริงๆ และ ลืมศึกษา เพราะตอนที่เราดูบ้านคือช่วง ต้นสปริง ซึ่งเราไม่รู้เลยว่ามันร้อนขนาดไหน พอเอาจริงๆ ร้อนๆ มากๆ เมื่อร้อนมาก เพื่อนบ้านก็ไม่อยากจะออกมานอกบ้าน รอจนย่ำค่ำ กว่าจะได้ออกมาจะได้เจอ ได้พูดคุย แม่กับแดดดี้มองเห็นแล้วว่า สังคมของลูกแคบลง แม่เริ่มหากิจกรรม ต่างๆ ให้ลูก ทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้มีสังคม และ ได้ออกแรงมาก อย่างที่ลูกเคยได้รับ และ สุดท้ายแม่ก็ หาให้ลูกได้ ทั้งหมด คือ ว่ายน้ำ จิมโบรี เพลย์กรุ๊ฟทั้งหมด 3 เพลย์กรุ๊ฟ

 

((โดยแม่ยอมเป็นโฮสต์เอง ถึงสองวัน))  และ ยิมนาสติก ซึ่งแม่พยายามจะให้ลูกได้ มีสังคมมีกิจกรรม เรามาอยู่ได้สองสาม เดือน ลูกก็เริ่มปรับตัวได้ และ เริ่มสนุกกับกิจกรรมที่แม่หาให้นะลูก

 

เพราะเด็กวัยขนาดลูก ต้องการกิจกรรม และ ได้ออกเล่นนอกบ้านบ้าง แม่เองก็ไม่ชอบที่จะอยู่แต่ในบ้านแบบนี้ ตอนแรก เรา เกือบจะย้ายออกหลายหน แต่ คิดอีกทีเราอยู่บ้านหลังนี้อีกแค่ สองปี่ครึ่ง หรือสามปี ก็เลยคิดว่า หากิจกรรมอื่นให้ลูกเอา แต่แท้จริง แล้วสัญชาตญาณเด็กนะลูก ลูกก็ยังอยากออกนอกบ้านอยู่ดี

 

เด็กข้างบ้านเรา มี อยู่สามสี่คน ที่อายุใกล้เคียงกับลูก แต่แม่มองแล้วพัฒนาการตามหลังลูกอยู่มาก ไม่ว่าการปีนป่าย หรือ การกระโดด การวิ่ง การหยิบ การดึงข้อมือ ห้อยโหน หลายๆ อย่าง อีกอย่างแม่คิดว่า เพราะน้ำหนักตัวลูกน้อยด้วยนะลูก เด็กๆ ข้างบ้านของเราน้ำหนักมากกว่าลูกอย่างน้อย 2 กิโลกรัม สำหรับเด็ก มือน้อยๆ ข้อมือน้อยๆ การดึงน้ำหนักที่มากกว่า สองกิโลกรัมก็อาจจะเป็นเรื่องยากหน่อย

 

อีกอย่างนิสัยลูก เริ่มเด่นชัดเกี่ยวกับ การมีพฤติกรรมก้าวร้าว แม่คิดว่าราวๆ อายุ 12 เดือน ลูกจะ มีทุกสิ่งที่อย่างที่เรียกว่า ก้าวร้าว ลูกกัด เตะ ต่อย ผลัก ดึงผม และ อาการเหล่านี้มากขึ้น จนสุดโต่งเมื่ออายุ 18-23 เดือน ((แม่จะบันทึกเรื่องนี้ ในคราวต่อไป))

 

เด็กในกลุ่ม วัยขนาดลูก แม่ได้ศึกษาและสังเกต แล้วว่า ลักษณะเด็กของแต่ละคน นี่ เป็นลักษณะส่วนตัว ที่น่าศึกษาอย่างแท้จริง อย่างเอเว่น อายุมากกว่า ลูก 8 เดือน เป็นเด็กชายสามารถ พูด ชัดถ้อยชัดคำ ซึ่ง ตอนนั้นเอเว่นอายุ ได้สองขวบ พูดจ๋อยๆๆ เลยเชียว แม่ว่านี่คือพัฒนาการ ที่เถียงว่า เด็กชายพูดช้ากว่าเด็กหญิง ไม่เป็นจริงเสมอ อย่างน้องตะวัน หลานสาวของแม่ อายุน้อยกว่าลูก 26 วัน พูดจ๋อยๆ เช่นกัน เมื่อเทียบกับ เอเว่น

พี่ฟ้าใส หลานสาวคนโตของแม่ นี่พูดช้า กว่าจะพูดคำแรก โน่น สามขวบไปแล้ว ทำเอาน้านิ้งสติแตก ซ่านไปนานเลย

 

และ เด็กอีกหลายๆ คน เช่นลักษณะการทานอาหาร อย่างลูกจะค่อยทาน เลือกชนิดของอาหาร เด็กบางคน แทบจะไม่เคี้ยวเอา เข้าปากอย่างรวดเร็ว แม่ละตกใจ เพราะลูก และ หลาน ของแม่ มีปัญหาคือ เป็นเด็กทานน้อย และ ไม่ทานจุกจิก พอแม่เห็นแบบนี้ แม่เลยงง เหมือนประสบการณ์ใหม่ของแม่ เออ เด็กทานง่าย แบบนี้ก็มีในโลก

 

     Share

<< How I handleWeight concern >>

Posted on Sat 6 Jan 2007 2:39