Working mom

ลูกรักของแม่

 

มีหลายคำถาม ถามว่า แม่ได้เริ่มลาออกจากงานตอนไหน กลับไปทำงานตอนไหน แล้วอยู่กับลูกที่บ้าน

ตลอดทั้งวัน ไร้สังคม ของตัวเอง เป็นไงบ้าง.....

 

วันนี้แม่ขอเล่าให้ลูกรับรู้ไว้นะครับ

 

แม่ รู้ตัวว่าท้อง แม่ก็ยังทำงานอยู่ อย่างปกติ เพราะแม่เชื่อว่า คนท้องไม่ใช่คนป่วย เพียงแค่ต้องดูแลตัวเอง เพิ่มเติม จากเดิมที่ควรเป็นเท่านั้นเอง แม่ไม่ชอบคนอ่อนแอ แม่เป็นคน แอคทีฟ แม่ชอบ ทำอะไรได้อย่างที่แม่ ปกติทำ และ แม่เองก็ได้รับการยืนยัน จากผู้มีความรู้ ด้านนี้เช่นกันว่า คนท้องสามารถ ทำ และ ดำเนินชีวิตได้ปกติ ไม่จำเป็นต้องประคบ ประหงม จน เกินควร ยกเว้นในเคสพิเศษ เช่น ต้องนอนราบ หากโลดโผนมาก ลูกจะหลุดอะไรอย่างนั้น หากแม่ เป็นแบบนั้น แม่คง แย่ เพราะ นิสัยส่วนตัวของแม่คือไม่สามารถ นอนนิ่งๆ มองโลก มองตะวันเฉยๆ ได้เลย

 

สุดท้ายแม่ ต้องลาออก เหตุผล เพราะแม่เกรงใจที่ทำงาน เนื่องจาก แม่ต้องลาไปพบหมอบ่อยเหลือเกิน เพราะ

แม่ ท้อง แบบ เสี่ยง ดังนั้นแม่ลาออก ก่อน ผ่าตัดได้สองอาทิตย์ ...........

 

เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว แม่ก็รับงาน แบบ research โดยได้รับความช่วยเหลือ การส่งงานจากที่ทำงานเดิมนั่นเอง

จะว่าไป เรื่อง คอนเนคชั่น หลายคนมองข้ามว่าไม่ได้มีความสำคัญ สำหรับแม่ ไม่ว่าประเทศไหน คอนเนคชั่น ยังสำคัญเสมอ

 

แม่ทำงานอยู่บ้าน ไปจน ท้องครบ 8 เดือน ระหว่างนั้นแม่เอง ก็ได้ ออกจากบ้านไปส่งงานบ้าง ไปโรงพยาบาล ไปศึกษา อบรมหลายคลาส เพื่อความมั่นใจ ในความเป็นแม่ ของแม่นะลูก สังคมของแม่ก็ไม่ได้แคบลงอย่างที่แม่คิด แม่ก็ยังมีเรื่องราวต่างๆ ให้แม่ได้ทำ ได้สนุกสนานกับมันโดยเฉพาะ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตัวเอง และ การดูแลตัวเองระหว่างการตั้งท้อง ยิ่งไปกว่านั้น คลาสต่างๆ ที่แม่เข้าร่วมก็สนุก

 

จนแม่คลอดลูก ช่วงนั้นมันวุ่นวายเสียจนไม่มีเวลามานึกถึงเรื่องฟุ้งซ่านอะไรเลยลูก แค่มีเวลาได้นอนหลับ ได้พักผ่อน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วจริงๆ แม่ก็ยุ่งจนลืมวันลืมคืน ไม่มีเวลาอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง หรือนึกถึงตัวเองเลย เพราะเวลาที่ได้อยู่กับลูกมองหน้าลูก แม่ช่างมีความสุขยิ่งนัก ...........และ เป็นอย่างนั้นไปจนสามสี่เดือน

พอเข้าเดือนที่ สี่ เดือนที่ห้า หลายๆ สิ่งๆ หลายๆ อย่างเริ่ม อยู่ตัว แม่เริ่ม เฉาเพราะแม่ รู้สึกว่าเวลาว่างแม่มีเริ่มมี ทั้งๆ ที่ตอนนั้นแม่เล่นกับลูก แม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง และ ก็นอนหลับเพียงพอ แต่แม่เองก็ รู้สึกว่าเวลาแม่มีเหลือ แม่อยากเอาเวลาที่เหลือตรงนี้มาทำอะไรบ้าง

 

สังคมของแม่ ก็ไม่น้อยเหมือนเดิม แม่ยังมีเพื่อนแวะเวียนมาเยี่ยม แม่เข้ากลุ่มกับแม่ๆ ที่ลูกรุ่นๆ เดียวกัน เดินออกกำลังด้วยกัน นัดเจอกันให้ลูกๆ ได้เห็นหน้าตากัน ไม่ได้เล่นด้วยกันหรอกแต่ แม่ ๆเจอกันก็คุยกันเสียมากกว่า ให้ลูก ๆ นอนหมุนตัว เล่นๆ กันไป จนครบ ชม สองชมก็แยกย้ายกันกลับ และ จะมีอย่างนี้อาทิตย์ละ สองสามครั้ง บางอาทิตย์ก็นัดทานมื้อเย็นกันบ้างโดยไม่ต้องเอาลูกตัวน้อยๆ ไปด้วย แม่ก็มีกิจกรรม ของแม่ไปเรื่อยแหล่ะนะลูกนะ อย่างที่แดดดี้แซว แม่มันสาวสังคม

 

 และ ลูกโตอายุครบ 6 เดือน แม่ก็รับงานมาทำอีกจนได้ เพราะแม่ อยู่เฉยๆ ไม่เป็น แดดดี้ เอือมระอา กับแม่ มากๆ เรื่องนี้ เราเคยมีปากเสียงกันบ้าง แม่บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องเงินหรอก แต่มันเป็นเรื่องของ Pride มากกว่า ที่สำคัญ อย่างน้อย แม่ได้มีสังคมของแม่บ้าง เรียกว่า Adult conversation  ที่เราสามารถ พูดคุย หรือมีความเห็นหรือ มีความเข้าใจในระดับเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องไดเอท ไม่ใช่เรื่องสวยงาม อย่างที่แม่ๆในกลุ่มที่แม่ได้ไปร่วม ได้คุยกัน แม่อยากได้สังคมแบบต้องใช้สมองมาอีกระดับหนึ่ง

 

แม่ก็ทำ แบบนี้ จน ลูกอายุได้ 18 เดือน แม่ก็เริ่ม ออกไปออฟฟิศบ้างโดยเอาลูกไปด้วย ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร จนแม่มองเห็นว่า ลูกเองก็ต้องการสังคม ของลูกเช่นกัน แม่เลย ฝากลูกไว้กับเพื่อนสนิทของแม่ที่แม่ไว้ใจ โดยแม่ ไปทำงาน เช้า 9.00-11.30 แล้วก็กลับมาบ้าน ทำอย่างนี้จนลูกสองขวบ ซึ่งลูกเองก็มีสังคม และมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และ ยิ่งไปกว่านั้นแม่ เชื่อว่า ลูกมี ความ มั่นใจมากขึ้น ไม่ติดแม่ แจ เหมือนเก่า แต่แม่เองก็ยังไม่สนิทใจที่จะให้ลูกไปอยู่เดย์แคร์

 

จนเมื่อลูกสองขวบ แม่ ได้เจอ เดย์แคร์ ที่ดำเนินการโดย พยาบาล และ โรงพยาบาลรับดูแลเด็กเล็ก ซึ่งแพงมาก สำหรับแม่ เมื่อเทียบราคา ต่อจำนวนชั่วโมงแล้ว แต่เมื่อแม่ฟัง หลักการดูแล และหลักการเลี้ยงเด็ก และปริมาณเด็กที่เค้ารับ แม่ตัดสินใจเลย ที่นี่แหล่ะเหมาะสมที่แม่จะฝากลูกไว้ แม่เชื่อว่าการฝากลูกไว้กับคนที่มีความชำนาญและ มีจิตวิญญาณในการที่จะดูแลเด็ก แม่เลยฝากลูกไว้ที่นี่ และ แม่ก็ได้เริ่มทำงาน เช้า 6.00 -11.30 แม่เองก็มีความสุขมากขึ้น กับการที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และ รู้สึกด้วยว่าแม่ไม่ได้บกพร่องความเป็นแม่ เพราะ ลูกแดดดี้ไปส่ง ดังนั้นเดย์แคร์ที่ลูกจะอยู่ ก็เพียง 2.30 ชม ต่อวันเท่านั้น แม่ว่า มันเป็นเรื่องดีของลูก

ต่อมา เมื่อลูกอายุได้ 2 ขวบ 7 เดือน แม่ก็เอาลูกเข้าโรงเรียน ถามแม่ว่าเร็วไปไหม แม่ว่า แล้วแต่ การพัฒนการและความพร้อมของลูก แม่ไม่ได้เร่งลูก เพื่อที่จะเข้าโรงเรียนแล้วตัวเองก็ออกไปทำงาน ไปหาสังคมของตัวเอง ไม่ใช่เลย  แม่มองแล้วว่า ลูกมีศักยภาพที่จะอยู่ร่วมกับเด็ก 3 ขวบ ครึ่ง – 4 ขวบครึ่งได้ โดยไม่เห็นความแตกต่าง และ แม่ก็คิดถูก เพราะ ทางโรงเรียนได้ทดสอบ ความสามารถของลูก และ ลูกก็ทำได้ดี สอบผ่าน ทุกขั้นตอน

 

ถึงตอนนี้ แม่เองก็ได้ทำงาน แบบ ตามสัญญา ซึ่งมีรายรับได้สูงขึ้น ถามว่า เพื่ออะไร แม่เองชอบทำงาน ชอบใช้ความคิด คนบางคน มีหน้าที่ แต่ละอย่าง ไม่เหมือนกัน บางคนพีงพอใจกับการได้เป็นแม่บ้านได้ดูแลบ้าน คนบางคน พึงพอใจกับได้ทำงาน สำหรับแม่ แม่พอใจทั้งสองอย่าง ทั้งงานบ้านและนอกบ้าน แม่เลยจำเป็นต้องเลือกที่จะ เซ้นต์สัญญางานตาม คอนแทรคไป ความมั่นคงไม่เหมือนกับ พนักงานประจำแน่นอน อยุ่แล้ว แต่ ในโลกนี้มีอะไรคือความแน่นอนบ้าง

 

สำหรับแม่ รายได้ที่แม่ได้รับ แม่มั่นใจว่าแม่ อาจจะได้มากกว่าพนักงานประจำบางคนเสียอีก และมากกว่าหลายเท่าตัว ไม่ได้ ชมตัวเอง แต่มันเป็นจังหวะของชีวิต และ ชีวิต ของคนอเมริกันอย่าง บ้านเรา แน่นอน ภาษีย่อมสูง เพราะ แม่กับแดดดี้เอารายได้รวมกัน แม้ว่าลูกจะหักแล้วก็ตาม แต่เมื่อแม่คำนวณแล้ว แม่ยังคุ้ม คุ้มกับการได้ทำงาน และ ออกไปนอกบ้าน นั่นคือสิ่งที่แม่ตัดสินใจยังทำงานต่อไป คือ คุ้มทั้งการได้รับเงิน และ คุ้มกับสิ่งที่ลูกได้รับมา

 

ลูกได้พัฒนาการหลายขั้นตอนมาก ลูกเป็นเด็กกล้า แสดงออกอยู่แล้ว เมื่อลูกได้ออกไปสู่โลกภายนอก ที่ไม่ใช่แค่แม่กับแดดดี้ หลายคน Principle ของโรงเรียนก็ได้ชื่นชมว่า ลูกมีการเปลี่ยนแปลงมากหลายอย่าง ไว้แม่จะบันทึก ทีหลังว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรของลูกบ้าง ยกตัวอย่างคือ ด้านสังคม ด้านอารมณ์และ ด้านกายภาพ ลูกรู้จัก ที่จะรอ รู้จักที่จะเทคเทิร์น และ การพูด

 

แม่ไม่ได้คาดหวังว่า คนอื่นจะสอนลูกได้ดีกว่าแม่ แต่การเรียนรู้จากสังคมอื่นบ้าง เป็นการดี และ เป็นการปรับตัวของลูกเอง เพราะ ต่อไป ชีวิตที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ของลูกจะไม่ใช่แค่โลกใบเล็กที่บ้านที่ลูกเห็นจนคุ้นเคย และ สำหรับแม่ แม่มีความเชื่อส่วนตัวว่า เด็กเล็กมีการปรับพัฒนาการด้านอารมณ์และร่างกายได้เร็วกว่า เด็ก โตหรือผู้ใหญ่

 

และ แม่เชื่อเหลือเกินว่า กิจกรรมที่แม่จัดให้ เวลาที่เราได้ใช้ร่วมกันในช่วงบ่ายของแต่ละวัน คือช่วงที่มีความสุขของเราสองคนนะลูก เพราะ แม่เองก็มีความสุขที่จะได้ยินได้ฟัง เรื่องราวจากปากน้อยๆ ของลูกที่เล่าเกี่ยวกับโรงเรียนของลูกให้แม่ฟัง ........แม่เชื่อเหลือเกินว่า เด็กชายตัวน้อยๆ ของแม่ มีความสุข และ สนุกกับสิ่งที่มี ณ ตอนนี้

 

 

 

     Share

<< Sleep patternConstipation >>

Posted on Wed 10 Jan 2007 7:14