Behavior and discipline((con))

ลูกรักของแม่

 

พฤติกรรม การถ่มน้ำลาย ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างหนึ่งในเด็ก และ ตัวนี้เอง ที่แม่เผชิญ และ แก้ปัญหาระยะยาว นานที่สุด เพราะ ลูก คิดอะไรอยู่แม่ไม่รู้ แต่เหมือนกับว่า แม่บอกว่า อย่านะ ลูกจะ ตั้งท่าถุยน้ำลาย ทันที และ ถุยไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ถ่มจนแบบ รัวนับไม่ทัน แม่ นี่แบบ เปียกปอน ด้วย ความโมโห และ หงุดหงิดอย่างเป็นที่สุด ยิ่งหน้าลูก ตั้งปากจู๋ มาล่ะ แม่เริ่มหงุดหงิดมาทันที

 

แม่ค้นหาตำรามากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม่กลับไม่พบเลย แม่เลย ต้องคิด และ ค้นหาวิธีการเอาเอง ว่าต้องทำอย่างไร แม่ ศึกษา และ สังเกต พฤติกรรมของลูก ลูกจะถ่มน้ำลายเมื่อลูกไม่พอใจ เมื่อลูกโดนบอกว่าให้ทำ ในสิ่งที่ลูกไม่ต้องการ และ โดนห้ามไม่ให้ทำ

 

ดังนั้นแม่จึง ค้นพบว่า ควรใช้ประโยคอย่างไร และ อธิบายอย่างไร การถ่มน้ำลายเป็นกริยาไม่น่ารัก และ น่ารังเกียจ แม่เป็น แม่ของลูก แท้ๆ แม่ยังไม่ชอบเลย แม่รักลูกขนาดนี้ แต่ลูกถ่มน้ำลายมา แม่ รู้สึก ว่ามันสกปรก และมันไม่น่ารัก เห็นสมูทตี้ไหม((หมาประจำครอบครัวของเรา)) เวลา แม่บอกว่า ไม่ สมูทตี้ก็ฟัง ไม่ถ่มน้ำลายใส่แม่  อย่างแม่ กับเดดดี้ไม่พอใจที่ลูกทำ แม่กับแดดดี้ยังไม่เคยถ่มน้ำลายใส่ลูกเลย มันไม่น่ารักนะลูก บางครั้งลูก ไม่พอใจ หรือ ไม่ชอบใจ อะไร ไม่อยากทำในสิ่งที่แม่บอก หรือแดดดี้บอก ลูกก็สามารถ บอกว่า ไม่เอา ไม่ชอบ ได้ แล้วเรามาคุยกันว่าทำไม .........มันก็ได้ผลในระดับหนึ่ง เท่านั้น

 

เพราะ แรก ๆ  ลูก ก็จะโน โน ตลอด อันนี้แม่เข้าใจ เพราะมันเป็นไปตามวัย วัยแห่ง โน โน โน แม่กับแดดดี้ก็จะไม่พยายามไปวุ่นวายกับลูก แต่จะจัดการให้ เช่นแม่บอก ว่าให้ลูก เก็บของเล่นให้เข้าที่ ลูกก็ไม่ยอมเก็บ แม่ก็บอกว่า โอเค แต่แม่จะเก็บของเล่นอันนี้ไปไกลๆ เลยเพราะลูก ไม่คิดจะเล่น ไม่คิดจะรักษามันอีกแล้ว ลูกจะเข้ามา ดึง แล้วก็ถ่มน้ำลายใส่แม่ แม่เลยบอกว่า งั้น แม่ต้องเอาไปให้กับเด็กน่ารัก และ ยังไม่มี ของเล่นชิ้นนี้ เพราะการแบ่งของเล่นให้กับเด็กน่ารักเป็นเรื่องที่น่าจะทำ มากๆ การถ่มน้ำลายแบบนี้แม่บอก หลายครั้งแล้ว ว่ามัน ไม่ดี มันไม่น่ารัก มันสกปรก หากลูก ไม่ชอบให้สมูทตี้เลีย หน้าลูก แม่ก็เช่นกันคือไม่ชอบให้ลูกถ่มน้ำลายใส่หน้าแม่

 

ก็ไม่ได้ผล เพราะลูกยังถ่ม ต่อไป แม่เลยเอาของเล่นจากลูก แล้วก็เก็บเข้าห้องเก็บของไปเลย ลูกก็จะร้อง แล้วก็จะ แสดงกริยา เดิม คือ ร้องแล้วกรี๊ด แล้วหากร้องนานก็จะอาเจียน หรือ ไม่ก็เอาหัวโขกพื้น แล้วแต่สิ่งไหนจะมาก่อนกัน แม่ก็ ปล่อยให้ลูกทำ แล้วก็ มอง ดูลูกอยู่ตรงนั้น แล้วแม่ก็ถามเหมือนเดิมว่า ทำแล้วได้อะไรมาบ้าง และแม่ก็จะ นิ่งแล้วก็พูดช้าๆ ชัดๆ กับลูกว่า แม่ต้องทำ แบบนี้ เพราะ แม่ “ไม่ชอบ” การที่ลูกไม่รับผิดชอบ ต่อของเล่น “ไม่ชอบ” ที่ลูกถ่มน้ำลาย  แม่ก็ทำซ้ำๆ แบบนี้หลายๆ ครั้งกับพฤติกรรมของลูก แม่ เห็นว่า ลูกก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ  และ ค่อยๆ หายไป แม่เชื่อ ว่าการอบรม สั่งสอน ด้วยวิธีการ พูดอธิบาย น่าจะได้ผลดีที่สุดสำหรับลูก เพราะ แม่ไม่เคยเห็นด้วยกับการตี เพราะแม่เคยตีลูก ไปครั้งหนึ่ง ด้วยความโมโห และ อารมณ์ของแม่ แม่มองผิวแดงของลูก แววตาเจ็บ และไม่เข้าใจของลูก แม่เสียใจอย่างแท้จริง และ แม่คิด เลยตั้งแต่นั้นว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ระหว่างแม่กับลูก เราใช้กันไม่ได้จริงๆ เพราะแม่ทนเห็น แววตา แบบนี้ไม่ได้จริงๆ และ อย่างที่แม่เคยบันทึกไว้ในตอนต้นว่า การ ลงโทษด้วยความรุนแรง มักจะทำให้เด็กทวีความโกรธ และ ก้าวร้าวมากขึ้น เพราะ แม่ เห็นมาหลายรายแล้ว แม่คิดว่า แม่พอใจกับการได้อธิบาย ให้ลูกฟัง แม้ว่ามันต้องใช้เวลานานหรือได้ผลช้าแต่การ อธิบายแบบ นี้ มันจะเกิด จากแรงสมัครใจของลูกเอง ว่าลูกยินดีจะทำ ไม่ได้ทำเพราะโดนขู่บังคับ หรือ การกลัวเจ็บ แม่ คิดว่า สิ่งที่แม่ทำ เริ่มเข้าทางแล้วเพราะก่อนที่แม่จะ เริ่มปล่อย หรือ เริ่มลงโทษลูก แม่จะให้โอกาสกับ ลูกโดยใช้ กฎ 1-2-3 เสมอ คือ การนับ 1-3 หากลูกปฎิบัติตาม ก็ดีไป แม่จะกล่าวคำชื่นชม และแสดงออกว่าลูกเก่ง ลูกรับผิดชอบ เป็นเด็กโตที่ดี

 

แต่หากนับแล้วไม่ได้ผล การดึงลูกออกมาจากสิ่งที่แม่กำลังขอร้องให้หยุด แม่คิดว่านั่นคือการลงโทษขั้นแรงที่สุดของลูกแล้ว และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลสนับสนุน ทำให้ ลูกปรับปรุงตัว และ เริ่มที่จะหยุดพฤติกรรมก้าวร้าว แล้วหันมาสื่อสาร มาพูดจากับแม่ มากขึ้น ส่วนหนึ่งแม่ว่า การใช้ภาษามือ ค่อนข้างมีส่วนช่วยแม่กับลูกได้มาก เพราะ ลูก เป็นเด็กเติบโตแบบสองวัฒนธรรมคือ แม่พูดไทยด้วย แดดดี้ และ คนรอบตัวพูดภาษาอังกฤษ ดังนั้น ภาษาของเรา ในบ้าน ค่อนข้างสับสน แต่ลูกก็สามารถเรียนรู้ และตอบโต้ได้ดีทีเดียว เช่นแม่ บอกว่า มาให้แม่หวีผมก่อน ลูกจะบอก แดดดี้ให้รอ เพราะ ต้องหวีผมก่อนเป็นภาษาอังกฤษ แม่เลย มีความมั่นใจมากขึ้นในการที่จะพูดไทยกับลูกไปเรื่อยๆ แต่แม่ก็พูดแค่เฉพาะในบ้าน เท่านั้น 

 

แล้วแม่จะมาบันทึกเกี่ยวกับการสื่อสารของลูกในตอนต่อไป

     Share

<< Behavior and discipline ( the second years)Words from the mouth >>

Posted on Tue 20 Feb 2007 2:43