An ability to read

ลูกรักของแม่

 

เมื่อหลายวันก่อน แม่ได้มีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งผู้อยู่ในวงการศึกษาของไทยมานาน และ เป็นเพื่อนกับคุณยายของลูก ท่านมีคำถามว่า แม่ให้ลูกไปเรียน Pre school เร็วกว่า มาตรฐานเด็กอเมริกันปกติ นี่แม่มีเหตุผลอะไรไหม แม่ มีอย่างเดียวคือ แม่ต้องการให้ลูกของแม่ พัฒนาการด้านสังคม ท่านเลยถามว่า แล้วตอนนี้ลูกอายุ สามขวบครึ่ง ไปโรงเรียนมาแล้วหนึ่งปี ลูกสามารถอ่านหนังสือ Level 1 ได้หรือยัง แม่เลยบอกว่า ยัง แต่ รู้จัก character และ

ชื่อของตัวเอง ชื่อแม่ และ ชื่อแดดดี้ ท่านบอกว่า เด็กไทย อายุ 4-5 ขวบอ่านหนังสือ ระดับ  Level 1 ได้แล้ว แม่จะเริ่มสอนให้ลูกอ่านหนังสือได้เมื่อไร แม่ตอบว่า แม่จะดูว่า ลูกพร้อมเมื่อไหร่ พร้อมก็สอนไม่พร้อมก็ไม่เร่ง เพราะ ความคิดของแม่ การศึกษา เราเรียนทันกันได้ ท่านก็หัวเราะหึๆ แม่รู้นะ ว่า ผู้ใหญ่ท่านคิดว่าอะไร ....แต่แม่ไม่สนใจหรอก แม่เลยรีบตัดบทสนทนานั้นออกไป เพราะท่านพูดสุดท้ายว่า อย่าให้ลูกเล่นมากกว่าเรียนล่ะ

 

เหตุผลของแม่ เพราะแม่คิดว่า ความสามารถของเด็กในวัยอนุบาลหรือประถม มีความสามารถใกล้เคียง ยิ่งมัธยม เราจะยิ่งมองเห็นความถนัดของเด็กว่า ถนัดอะไร แม่แปลกใจว่า คนที่อยู่วงการศึกษามานานๆ ทำไมคิดแบบนี้ แต่อีกที ท่านคงจะชินกับระบบแบบนั้น แม่เป็นแม่ แม่ก็อยากจะเห็นลูกได้ดี มีสุข ประสบความสำเร็จ แต่จากประสบการณ์ของแม่ เอง คุณตาคุณยายไม่เคยต้องมาเข้มงวดกวดขันกับเรื่องเรียนของแม่ และ น้องๆ ของแม่เลย คุณตาคุณยายจะสอนให้รู้จักรักการเรียนให้รู้จักรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองมี และ รู้จักตัวเองว่า ชอบ รัก อะไรสิ่งไหน ไม่เข้าใจอะไรให้รู้จักค้นคว้าไม่นิ่งเฉย

 

สำหรับแม่ การเรียนของเด็ก ก็เหมือนกับลิงนั่นแหล่ะ ไม่ใช่ว่าเปรียบเด็กเป็นลิง แม่เพียงแต่ยกตัวอย่าง เช่น ลิงในสวนสัตว์ ได้รับกล้วย ได้รับผักผลไม้ และ ที่หลับที่นอนที่ปลอดภัยว่า ชีวิตนี้จะไม่ลำบาก จะไม่ได้ต้องดิ้นรนอะไร อีกต่อไปแล้ว วันๆ มีหน้าที่ เพียงแต่เป็นลิง ไม่ต้องคิด ไม่ต้องอะไร รับแต่สิ่งที่ป้อน เรียนรู้ที่จะทำตัวให้เป็นที่นิยม เพราะลิงคือสัตว์สังคมที่ฉลาด สามารถอ่าน กริยาของมนุษย์ได้ว่าพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ ลิงที่ฉลาดหน่อยก็จะ โชว์ว่าตัวเองดี ตัวเองเก่ง ก็จะได้รางวัล  โลกที่ลิงสวนสัตว์เห็น ก็คือ โลกที่ได้รับป้อนเข้าไป

 

ลิงป่า ที่อยู่ตามธรรมชาติ จะรู้จักหากิน จะรู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่รอด แม้โลกในป่าใหญ่จะ น่าหวาดกลัวไปบ้าง แต่มันเป็นโลกแห่งความเป็นจริง ต้องรู้จักที่จะอยู่ รู้จักที่จะเรียนรู้ รู้จักที่จะเป็นตัวเอง มองเห็นโลกอย่างที่ควรจะเห็น และ คิดเองเป็น ว่าต้องทำอย่างไร มีความคล่องตัว และ รู้จักดูแลตัวเอง ได้

 

หากให้แม่เลือก แม่ขอให้ลูกของแม่ เป็นลิงป่านะลูกนะ เพราะการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ศึกษา สังเกตด้วยตัวเอง มันจะทำให้การเรียนรู้ของลูก พัฒนการและเป็น Logic มากกว่า ลูกจะคิดแบบสร้างสรรค์ เป็น ลูกจะ มีจินตการ ของลูกเอง เพราะลูกได้เติบโตกับโลกใบใหญ่ ที่สวยงาม และ เป็นความจริง แม้ว่า บางครั้งความจริง มันจะเจ็บปวดไปบ้าง แต่เชื่อแม่เถอะ ความเจ็บปวดเหล่านั้นจะสอนให้ลูกอดทน และ ยอมรับ และ พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัว ศึกษามันไป เพื่อให้ลูก อยู่รอดได้

 

การศึกษาของลูกเช่นกัน แม่ให้เต็มที่ แม่พร้อมแม่สอนทุกสิ่ง แต่แม่ไม่เคยเร่งรัด แม่อยากให้ลูกมีความสุขในแบบวัยเด็กที่ควรจะเป็นรู้จักสิ่งแวดล้อม รู้จักคิด คิดที่เป็นเชิงสร้างสรรค์ จินตนาการ และเข้าใจที่มาที่ไป ไม่ใช่ แค่รู้ แค่อ่านได้ แต่อธิบายที่มาที่ไปไม่ได้ แม่อยากให้ลูกรู้จักตัวเอง พึงพอใจตัวเองอย่างที่ลูกเป็นไม่ใช่ พึงพอใจกับการที่ ได้เห็นใครซักคนทำหน้าทำตาปลื้มหรือภูมิใจว่าลูกเก่ง เพราะ มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ตราบใดที่เมื่อสายตาของคนเหล่านั้นหายไปลูกจะทำเช่นไร เชื่อแม่เถอะนะลูกว่า ความภาคภูมิใจที่มาจากตัวเอง มาจากส่วนลึกและรู้จักตัวเองมันจะอยู่มั่นคงกับลูกไปอีกนานแสนนาน ไม่ว่าลูกจะล้มจะลุก ลูกจะรู้สึกได้ว่า ลูกทำได้ด้วยตัวเอง

 

กับแค่การอ่านหนังสือ......เด็กไทยมีพัฒนาการอะไรได้น่าอัศจรรย์ใจกว่านี้ได้หลายเท่าเมื่อเทียบกับเด็กฝรั่งในวัยเดียวกัน แต่เมื่อถึงเวลาเติบใหญ่ เวลาแห่งการเติบโตสร้างสรรค์ เวลาแห่งการสร้างตัวตน ความอัศจรรย์ใจของคนไทย จะค่อยๆ เล็กลงอย่างน่าเสียดาย แม่เป็นคนไทยแม่รู้ดี และแมไม่เคยคิดเปรียบเทียบ แม่ไม่เคยเห็นด้วยกับระบบการศึกษาของไทย เหนื่อยยาก แต่วัยยังเด็ก ต้องตื่นนอนแต่เช้า เรียนๆ เช้าจรดเย็น แบกกระเป๋า แทนที่จะได้เล่นสนุกกับเพื่อนต้องไป ติว ต้องไปเรียนพิเศษ อย่างหนักเพื่อที่จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้ใบประกาศได้ดีกรีกลับมา นั่นถือว่าสุดยอดแล้ว แต่แม่ไม่เห็นแบบนั้น

 

แม่เองไม่ใช่คนเรียนเก่งระดับ จีเนียสหรืออัจฉริยะข้ามคืน แต่แม่เป็นคนรักที่จะศึกษา รักที่จะอ่าน และรักที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง หากแม่สงสัยแม่จะค้นคว้าและแม่มี แหล่งกำลังใจชั้นดี คือคุณตาคุณยาย ซึ่งไม่เคยบังคับแม่เลยตราบใดที่แม่รู้จักว่า แม่จะเรียนจะทำอะไร แต่แม่ ก็สามารถเรียนจบได้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา โดยที่แม่ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องเหนื่อยยาก เหมือนนักเรียนไทยที่ต้องทุ่มแรงกายแรงใจ เสียดายวัยแห่งความสนุกแห่งความเป็นเด็กที่ต้องพลาดอะไรไปหลายอย่าง  แม่เห็นเพื่อนๆ แม่ และลูกเพื่อนแม่หลายคน แม่แอบสงสารว่า ชีวิตวัยเด็กมันหนักเกินไปไหม กับการต้องรับผิดชอบการเรียนการบ้านขนาดนั้น วัยเด็ก วัยแห่งความสนุกวัยแห่งการต้องศึกษา ความเป็นไปในสิ่งรอบๆ ตัวหายไปไหน แม่ไม่อยากให้ลูกคิดได้แค่ 1+1 เท่ากับสอง แม่อยากให้ลูกคิด ว่ามันมีได้หลายวิธี

 

ถามว่า แม่คิดอะไรไหม ว่า ลูกอายุ สามขวบครึ่งยังอ่านหนังสือไม่ได้ ไม่เลย แม่รู้ดีว่า ลูกรักการอ่าน ลูกรักที่จะมีความคิด มีความสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าที่จะแสดงความคิดของตัวเอง และมีความมั่นใจตัวเอง และ แม่คิดว่าลูกมีพัฒนการสมวัยของลูกแล้ว เพราะแม่เลี้ยงลูก แม่อยากให้ลูกมีความสุข แม่ไม่ได้อยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะ แต่หากลุกเป็น นั่นก็คือ พรสวรรค์และแสวงของลูกเอง แม่อยากให้ลูกพึงพอใจกับการได้เล่าเรียนเขียนอ่านของลูกเอง รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เพราะ การศึกษาคือส่วนหนึ่งที่จะมาเป็นตัวตนของลูกในภายหลัง เมื่อลูกรู้จักตัวเองแล้ว ลูกจะรู้ว่า ลูกรักที่จะเรียนที่จะเป็นอะไร ถึงตอนนั้น เมื่อลูกเติบใหญ่ ลูกจะรู้ว่า สิ่งที่ลูกเลือกที่ลูกเป็นมันคือตัวของลูกและลูกมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และ นั่นคือสิ่งที่แม่ต้องการที่สุดนะลูก

     Share

<< my little turtleClose to you >>

Posted on Sat 22 Sep 2007 19:28