Tests for pregnancy part I

ลูกรักของแม่

 

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าจะเป็นแม่ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาหมอก่อนการตั้งครรภ์เพื่อประเมิน สุขภาพของตัวเอง ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ว่าจะต้องดูแลเป็นพิเศษอะไรบ้าง สำหรับแม่ แม่มีหลายอย่างที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการตั้งครรภ์  หมอประจำตัวแม่ ได้ทำประวัติโรคประจำตัว และหมอจะสอบถามเกี่ยวกับโรคทางกรรมพันธุ์ ยาที่แม่ใช้ในปัจจุบัน ประวัติการตั้งครรภ์ เพื่อวางแผนการรักษาและดูแล แม่ตั้งครรภ์ได้อย่างใกล้ชิด แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่มักมาฝากครรภ์หลังจากทราบว่าตั้งครรภ์แล้วทั้งนั้น แม่เอง ได้ปรึกษากับหมอก่อนตั้งครรภ์ดังนั้นผลประโยชน์ที่แม่ได้รับจึงได้มากและปลอดภัยกับตัวลูกๆ ของแม่ หากแม่ที่ท้องก่อนที่จะได้รับการตรวจสุขภาพแม่คิดว่า ควรจะรีบฝากครรภ์ทันที เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์

 

ซึ่งหมอก็จะสอบประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคประจำตัว ประวัติการเจ็บป่วยของครอบครัว  ประวัติการเจ็บป่วยของคุณพ่อ((แดดดี้)) ยาที่ใช้อยู่หรือใช้เป็นครั้งคราว และทดสอบการตั้งครรภ์ เหมือนกับแม่ที่หมอทราบประวัติมาก่อนแล้วเช่นกัน

 

การตรวจร่างกายในครั้งแรกที่แม่จำได้คือ จะมีการวัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก ตรวจปัสสาวะ ตรวจภายในเพื่อวัดขนาดของมดลูกเพื่อประเมินอายุครรภ์ ตรวจวัดความกว้างของช่องเชิงกราน ตรวจหามะเร็งปากมดลูก((Papsmear)) และการตรวจอัลตร้าซาวน์ด้วย แม่เห็นหนูตัวน้อยตัวนิดลอยดุ๊กดิ๊กในท้องของแม่ด้วย

 

การตรวจวินิจฉัยอย่างอื่น คือ หากแม่ท้องมีปัจจัยเสี่ยง หรือ หมอต้องการความมั่นใจ จะมีตรวจทาง lab test คือ

1. CBC – Complete blood count เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และดูกลุ่มเลือด ถ้าไม่สมดุลย์หมอจะต้องจะให้ยาบำรุงเลือด และติดตามผล การดู ดูกลุ่มเลือด Rhesus (Rh) ตัวนี้จะมีผลต่อแม่และลูกมากๆ เพราะปกติคนเราจะมีเลือดเป็นกลุ่มๆ เท่าที่แม่ศึกษาพบว่า กลุ่ม A  กลุ่มB กลุ่มAB กลุ่มO นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Rh ซึ่งเป็นโปรตีนบนเม็ดเลือดแดงคนที่มีโปรตีนชนิดนี้เรียก Rh positive คนที่ไม่มีโปรตีนนี้เรียก Rh negative ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็น Rh positive แต่แดดดี้เป็น ลบนะลูก

 

โดยปกติแล้ว เลือดของแม่กับเลือดของลูกจะแยกต่อกัน รวมถึงฮอร์โมนด้วย หลายคนยังเชื่อว่า หากฮอร์โมนแม่มีลูกสาว จะกลายเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกิน แต่แม่อ่านหนังสือเกี่ยวกับ การแพทย์ เค้ายืนยันจากการวิจัยและศึกษามาพบว่าไม่เป็นความจริงนะลูก ส่วนเลือดของแม่กับลูกแยกกันโดย รก หรือ Placenta ปัญหาจะเกิดเมื่อ

 

แม่มีกลุ่มเลือด Rh – ในขณะที่ลูกในท้องมีกลุ่มเลือด Rh + และเมื่อเป็นดังนี้ หากเมื่อใด ที่โอกาสที่เลือดของลูก เข้ากระแสเลือดของแม่ได้ แม่ก็จะสร้างภูมิต่อเลือดลูก ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติ หากลูกไม่แข็งแรงหรือเป็นยีนส์ผิดปกติ ร่างกายจะคิดและปรับว่า เด็กในครรภ์คือสิ่งแปลกปลอมและจะพยายามขับออกไป เป็นกฎการทำงานของธรรมชาตินั่นเองเพื่อรักษาตัวเองให้อยู่รอดนะลูก

 

และเมื่อแม่สร้างสารภูมิคุ้มกันป้องกันตัวเองขึ้นมา มันก็จะสามารถผ่านไปยังลูกได้ทำให้เลือดลูกเกิดการแตกและเกล็ดเม็ดเลือดไม่พอ  เด็กจะไม่พัฒนา สมองพิการ และเสียชีวิตได้ ดังนั้นหมอจะให้ความสำคัญในการตรวจกลุ่มเลือดเสมอ หากพบ หมอจะให้ยาแก่แม่เพื่อรักษาลูกในครรภ์เอาไว้นะลูก

 

หากแม่ที่มีกลุ่มเลือด Rh – มีลูกคนแรกเป็น Rh + ลูกมักจะคลอดออกมาปลอดภัยเนื่องจากภูมิที่สร้างมีจำนวน

น้อย แต่ถ้าเป็นลูกคนที่ 2 อาจจะมีปัญหาได้ เช่นทำให้เกิดมีการแท้งหรือตั้งครรภ์ครั้งต่อไปก็อาจจะกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านต่อกลุ่ม  Rh ได้

 

ลองดูตาม เกณฑ์อันนี้ที่แม่ได้ทำการศึกษามานะลูก

 

หากพ่อแม่ มี  Rh positive ทั้งคู่ไม่มีปัญหา

หากพ่อแม่ มี  Rh negative ทั้งคู่ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าแม่เป็น Rh positive พ่อจะเป็นกลุ่มเลือดใดก็ไม่มีปัญหา

ถ้าแม่เป็น Rh negative พ่อเป็น Rh positive ลูกมีโอกาสเป็น Rh positive  ค่อนข้างมาก

 

ดังนั้นต้องเจาะเลือดแม่ ตรวจอย่างละเอียดว่าจะมีภูมิคุ้มกันต่อต้านตัว  Rh หรือไม่ หากมีแล้วก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาแต่ประการใด แต่หมอจะต้องเฝ้าคอยติดตามว่าจะมี โรคแทรกซ้อนต่อเด็กหรือไม่ และเท่าที่แม่อ่านมาพบว่า หมอจะกำหนดระยะเวลาคลอดให้เร็วกว่าปกติ แต่ต้องมั่นใจแล้วเท่านั้นว่าเด็กปลอดภัยดีเมื่อคลอด แต่ถ้าหากว่าเลือดแม่ไม่มีภูมิต่อต้าน Rh ก็สามารถป้องกันเม็ดเลือดแดงแตกโดยการให้ Rh immunoglobulin (Rhogam) ซึ่งเป็นตัวที่ไม่ให้ร่างกายแม่สร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน ต่อ Rh ของลูก ซึ่งหมอจะเริ่มให้เมื่ออายุท้องหรือครรภ์ของแม่ได้ราวๆที่ 28 สัปดาห์เนื่องจากยาจะคงอยู่ในร่างกายของแม่ ราวๆ 12 สัปดาห์ยานี้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก และหมอจะให้ยา Rh immunoglobulin (Rhogam) แก่แม่อีกครั้งหลังจากแม่คลอดบุตรแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้แม่สร้างภูมิคุ้มกันต่อต้าน Rh 

 

ดูเหมือนจะยุ่งยากใช่ไหมลูก จริงๆ ไม่หรอกนะลูก แต่การมีชีวิตน้อยๆ เติบโตในร่างกายของแม่ คือความมหัศจรรย์และความตั้งใจทางธรรมชาติ ดังนั้นทั้งหมอ และแม่ ต้องการที่จะปกป้องลูกให้ปลอดภัย เพราะลูก ในความรู้สึกของผู้หญิงที่เป็นแม่ทุกคนคือ ชีวิต คือ หัวใจคือความสุข อย่างแท้จริงเลยนะลูก

 

นอกจากตรวจกลุ่มเลือดที่สำคัญต่อแม่กับลูกแล้ว ยังต้องตรวจเลปต่างๆ ดังนี้

 

2. ตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดเยอรมัน Vaccine MMR

 

3. ตรวจดูว่ามีภูมิต่อโรคไวรัสตับอักเสบ บี หากแม่คนไหนไม่มี วัคซีนตัวนี้ เด็กที่คลอดออกมา จะได้รับวัคซีนตัวนี้ทันทีเป็นเข็มแรกนะลูก

 

4.ตรวจดูว่ามีภูมิต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่นโรคซิฟิลิส เอดส์

 

5. ตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีโรคไต หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือไม่ 

 

ในช่วง สัปดาห์ที่ 8-18  จะมีการตรวจเพิ่มเติมคือ อัลตร้าซาวน์ การเจาะตรวจน้ำคร่ำ  Amniocentesis และ  Chorionic Villus Sampling

 

การตรวจอัลตร้าซาวน์ เป็นการตรวจดูในเบื้องต้นว่า ลูกปกติดีไหม มีอัตราเสี่ยงต่อ อาการ ดาวน์ ซินโดรมหรือไม่ หรือมีความผิดปกติอื่นใด หากหมอพบ สิ่งผิดปกติทางอัลตร้าซาวน์ หมอจะทำการตรวจ ด้านทางเลปเพื่อให้ได้รับผลการยืนยันอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ จะยังมีการตรวจ เลือดเพิ่มเติม รวมถึงเพิ่มเติมสำหรับแม่ในรายที่ไม่ได้มีอะไรผิดปกติเช่นกันโดยจะตรวจ ที่เรียกว่า Alpha-Fetoprotein (AFP) เป็นการเจาะเลือดแม่เพื่อหาโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งสร้างจากตับของทารก หากมีมากกว่าปกติอาจจะเกิดจาก spina bifida แต่ถ้าหากน้อยไปอาจจะเกิดจาก Down's syndrome แต่อย่างไรก็ตามต้องตรวจวิธีอื่นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ระยะเวลาเหมาะในการเจาะเลือดคือ อายุครรภ์ 15-18 สัปดาห์  อีกเทสต์ที่ทำกันโดยปกติสำหรับคนตั้งครรภ์คือ  Triple screening test โดยการเจาะหา AFP,human chorionic gonadotropin (hCG) และ estriol โปรตีนทั้ง 3 ชนิดผลิตที่รกและตับของลูก สำหรับโรค Down's syndrome จะพบว่า hCG จะสูง และ estriol จะต่ำเวลาที่หมอจะสั่งให้ตรวจและเหมาะสมคือ  15-20 สัปดาห์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลการตรวจทั้งสองตัวนี้ ให้ผลไม่แน่นอน ดังนั้นหากพบว่า ผลการตรวจ เป็นลบหรือเป็นบวกไม่ได้การรันตีว่า มีเด็กผิดปกติหรือไม่ปกติแต่อย่างใด เป็นขั้นตอนของการตรวจในขั้นเริ่มต้นเท่านั้นเอง

 

การตรวจน้ำคร่ำหรือการใช้เข็มเจาะ อันนี้แม่ได้ปฏิเสธไปเพราะแม่คิดว่าไม่อยากรบกวนลูกอีกทั้งผลเสียก็มีพอๆกับผลดี การเจาะน้ำคร่ำส่วนใหญ่จุดประสงค์คือต้องการตรวจหาเด็กว่ามีอาการ Down's syndrome หรือไม่เท่านั้นเอง ซึ่งสามารถทำได้สองวิธีคือ การตรวจน้ำคล่ำ Amniocentesis และ การตรวจชิ้นเนื้อรก Chorionic Villus Sampling เหตุผลที่หมอขอตรวจคือ อาจจะมีผลจากการเทสต์ในสองตัวแรกมีหลักฐานว่าเด็กอาจจะผิดปกติ หรือ แม่มีอายุมากกว่า 35 ปีในกาคลอด ประวัติครอบครัว และอาการป่วยต่างๆ ของแม่

 

จุดประสงค์ในการตรวจการเจาะน้ำคร่ำคือเพื่อหาความพิการของทารก และเจาะ พบระดับ alfafeto-protein ต่ำ เพื่อประเมินว่าเด็กพร้อมที่จะคลอดหรือยัง ระยะเวลาที่เหมาะสมคืออายุครรภ์คือ 15-18 สัปดาห์หลังทำไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แม่ไม่เคยคิดจะทำ เพราะ แม่คิดว่าไม่ว่าอย่างไร หนูก็ลูกของแม่ เพราะเมื่อการทำ เจาะน้ำคร่ำ เพียงเพื่อค้นเท่านี้แต่ไม่ได้รักษาอะไร นอกจากนี้ยังมีอัตราการเสี่ยงโดยแม่อาจจะแท้งด้วย และติดเชื้อในช่องท้อง แม่เลยคิดว่า แม่จะทำไปเพื่ออะไรแม่ไม่เห็นความสำคัญ เพราะไม่ว่าอย่างไร แม่ไม่เคยคิดทำแท้งเพราะแม่คิดเสมอว่า A child not a choice

 

ส่วนการตรวจแบบ ชิ้นเนื้อรก Chorionic Villus Sampling   ก็คล้ายกับอันแรก และผลก็คล้ายๆกันนะลูก ดังนั้นแม่หวังว่าหนูคงเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่ทำผลการตรวจเหล่านี้เพราะแม่ไม่คิดว่ามันคือการรักษามันเหมือนเป็นการ Reveal  ระหว่างหมอ กับแม่ ต่างหาก และมาตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร สำหรับแม่ แม่มีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว ดังนั้นแม่ ไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะทำ และแม่คิด มั่นใจว่าแม่ทำถูกต้องนะลูก ไว้แม่มาบันทึกเพิ่มเติมทีหลัง นะ หน้านี้ท่าทางจะยาวไปนิดนะลูก

 

     Share

<< Week 15 of pregnancyRoutine test during pregnancy >>

Posted on Mon 22 Oct 2007 1:04