Autistic issue

 

ลูกรักของแม่

 

เมื่อเดือนก่อน แม่อ่านเจอ บทความเกี่ยวกับเด็กออทิสติกในเวปไทย พบว่า หลายคนมีความเชื่อว่า การให้เด็กดูทีวี เกินกว่า 30 นาที / วันมีผลทำให้เด็กเป็นออทิสติก แม่อ่านแล้วแม่แอบงงนิดๆ ว่าทำไมยังมีคนเชื่อแบบนี้ เพราะแม่ศึกษาและค้นคว้ามามากมายจากตำราหลายๆ ที่และบทความจาก หมอผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาหลายๆที่ที่เขียนบทความเกี่ยวกับออทิสติก ไม่เคยพบว่ามีสาเหตุจากนี้มาก่อน

 

นอกจากนี้แม่ยังได้แปลบทความนั้นเป็นภาษาอังกฤษ ส่งให้กับเพื่อนสนิทของแม่ คือจูลี่ ซึ่งเธอมีลูกสองคนเป็นออทิสติกทั้งคู่ จูลี่เองได้ศึกษาและเป็นผู้ที่ทำงาน บริการให้กับ องค์กร พัฒนาการเด็กออทิสติก และจูลี่ได้เอาบทความที่แม่แปลให้กับคุณหมอเกี่ยวกับประสาทวิทยา และการพัฒนาการเด็ก ออทิสติกอ่าน หมอทั้งสองสาขายืนยันว่า การดูทีวีไม่เกี่ยว ไม่มีผลทำให้เด็กเป็นออทิสติกแม้แต่น้อย

 

การศึกษาและวิจัยล่าสุด มีความ เชื่อว่า การที่เด็กเป็นออทิสติก คือ การทำงานของสารเคมีในระบบประสาทและสมองทำงานไม่สมดุลย์ระหว่างสมองซีกซ้ายและขวาทำให้เด็กออทิสติกคิดและแสดงออกไม่เหมือนกับเด็กปกติโดยทั่วไป แพทย์ทางระบบประสาทได้อธิบายว่า สมองของเด็กออทิสติคมีเซลล์ของสมองผิดปกติอยู่  2 แห่ง คือ บริเวณที่ควบคุมด้านความจำ อารมณ์ และ แรงจูงใจส่วนอีกบริเวณหนึ่งจะควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งลักษณะของเซลล์สมองทั้ง  2 แห่ง จะเป็นเซลล์ที่ยังไม่พัฒนา เทียบได้เท่ากับเซลล์สมองทารกอายุเพียง 38 สัปดาห์ในขณะที่อยู่ในท้องแม่ด้วยซ้ำ  และปัจจัยทางการเลี้ยงดูนั้นไม่ใช่สาเหตุโดยตรงแน่นอน  แต่จะเป็นสาเหตุส่งเสริมที่จะทำให้เด็กมีอาการมากขึ้น หรือช่วยให้อาการของเด็กดีขึ้นได้

 

การดูทีวี เป็นการสื่อสารทางเดียวทำให้เด็กพัฒนาการช้า สื่อสารช้า และคิดช้า อันนี้คือหมอให้ความเห็นมา และ เท่าที่แม่ศึกษาและค้นคว้า ก็จะพบว่าผู้เชียวชาญหลายคนให้ความเห็นเหมือนกัน ว่าต้องมีลิมิตในการให้เด็กดูทีวี หรือ รับสื่อ เพราะจะทำให้เด็กพัฒนาการเป็นเด็กที่มีสมาธิสั้นเนื่องจากการดำเนินเรื่องต่างๆในทีวี แป๊บเดียวจบ สู้ว่าให้เด็กศึกษาพัฒนาการจากการตอบโต้หรือมีรีเอคชั่นกับพ่อแม่ ดีกว่า และเท่าที่แม่ได้ศึกษาค้นคว้า พบว่า ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แท้จริง แห่งการเป็นออทิสติก มีเพียงหลักฐานสนับสนุนว่า น่าจะเป็นสาเหตุของระบบประสาทในเด็กเอง สรุปสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้คือ

 

1.พันธุกรรมเกี่ยวกับยีนส์ หรือ ยีนส์ที่ถือสารเคมีผิดปกติ

2.ความผิดปกติของสมอง คือ รูปร่างภายนอกของเนื้อสมองปกติขนาดปกติ น้ำหนักปกติ แต่เซลล์สมองบางส่วนมีลักษณะผิดปกติ คือ ในการศึกษาพบว่า จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กออทิสติก มีคลื่นสมองผิดปกติ ที่เกิดจากการทำงานของสารเคมีในสมองทำงานไม่สมดุลย์  โอกาสในการเกิดเด็กทั่วไป 4-5 คน ต่อ 10000 คน3. พบว่าญาติที่ใกล้ชิดสายเลือดเดียวกัน มีโอกาสเกิดออทิสติกมากกว่าคนทั่วไป
4. พี่น้องคนต่อไปจากพ่อแม่คู่เดิม มีโอกาสที่จะมีลูกเป็นออทิสติกมากกว่าคนปกติ 


ความหมายของคำว่า เด็กออทิสติก หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในการสื่อสาร พฤติกรรมซ้ำซ้อน มีปัญหากับการตอบโต้กับสังคม และการเรียน ความบกพร่องนี้มักจะเกิดขึ้นในวัยเด็ก เพราะเด็กออกทิสติกเป็นกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรมแบบจำเพาะ  ซึ่งปรากฏ ให้เห็นได้ในระยะแรกของชีวิตที่พ่อแม่สามารถสังเกตพฤติกรรมได้โดยง่ายตั้งแต่ในวัยเด็กหรือทารกเลยทีเดียว พฤติกรรมที่ผิดปกตินั้น เป็นความบกพร่องเกี่ยวกับการสร้างสัมพันธภาพทางสังคม ภาษาการสื่อความหมาย และการใช้จินตนาการในการเล่น คือ มีความผิดปกติเกี่ยวกับสังคม อารมณ์และการสื่อสารภาษา นอกจากนี้แล้วจะ มีการกระทำ หรือมีการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ การพูดซ้ำๆ  ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ใหม่ๆ เช่น กิจวัตรประจำวันและตอบสนองที่ไม่ปกติต่อประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสต่าง

ลักษณะของเด็กออทิสติก

1. เด็กที่มีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการเกี่ยวกับ สังคม อารมณ์ และการสื่อภาษา
2. จะสังเกตลักษณะเด็กได้ตั้งแต่เกิด คือ เด็กจะมีลักษณะเงียบเฉยไม่มีการตอบโต้ต่อเสียงหรือสิ่งเร้าภายนอก

3. ดูเหมือนว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย

4. นอนหลับได้เพียงระยะสั้น ๆ

5. จะแสดงอาการไม่พอใจ โกรธ โดยการกรีดร้องเสียงดัง

6. เด็กเหล่านี้จะมีพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้ดี สามารถ นั่ง คลาน ยืน ได้ตามวัยเหมือนเด็กปกติ

7. ในช่วงอายุ  อายุ 2-3  เดือน จะเริ่มสังเกตได้ว่าเด็กจะขาดความสนใจบุคคล แม้กระทั่งแม่หรือบุคคลใกล้ชิดมาพูดคุย หรือ เล่นด้วย เด็กก็จะเฉยเมย ไม่ยิ้ม ไม่ส่งเสียงโต้ตอบ แต่เด็กอาจจะทำเสียงขึ้นเองตามลำพัง และส่งเสียงอยู่คนเดียวได้นาน ๆ
8.  เมื่ออยู่ในอายุ  1 ขวบ ปีแรก อาการจะยิ่งเด่นชัดขึ้น โดยปกติ เมื่อหมอเห็นพฤติกรรมแล้วหมอจะสามารถให้เช็คระบบประสาทและพัฒนากาการได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ** ซึ่งช่วงนี้คือช่วงสำคัญของชีวิต หากค้นพบเร็ว จะได้ส่งเด็กไปรับพัฒนาการได้อย่างทันท่วงที ตัวอย่างเช่น ไม่หันตามเมื่อเรียกชื่อ/ ไม่ส่งเสียง แต่บางครั้งเด็กจะแสดงท่าทางรับรู้ต่อการเร้าประสาทรับความรู้สึกเช่น การเคาะพื้นเด็กชอบจ้องมองแสงสว่างจ้า


อาการที่ปรากฏ
1. ขาดความสนใจบุคคลและสิ่ง รอบตัว
2.. ใช้ภาษาและวิธีสื่อสารที่เกิดการซ้ำๆ พูดซ้ำๆ ไม่สบตา
3. จับมือผู้ใหญ่ทำแทนในสิ่งที่ต้องการ
4. ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงในระบบชีวิตประจำวัน
5. ไม่เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ

เด็กจะมีความผิดปกติมาตั้งแต่เด็ก คือก่อนอายุ 3 ขวบปี และอาการแสดงในเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยุ่กับครอบครัวพยายามทำการสื่อสารและพยายามทำความเข้าใจและให้การช่วยเหลืออย่างไร
เพราะเด็กไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ได้เหมือนเด็กสมาธิสั้น โดยเฉพาะไม่ชอบจะไม่ชอบให้อุ้ม ไม่กอดตอบ ไม่สบตา ไม่มองหน้า ไม่สนใจตามหา อย่างนี้ต้องรับการช่วยเหลือโดยด่วน

แม่อ่านเจอบทความหลายๆ บทความส่วนใหญ่จะเน้นเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกและ ความผิดปกติของการพูดของเด็กออทิสติก เสียส่วนใหญ่ ส่วนด้านอื่นๆ ทางกายภาพแทบจะไม่พบ พฤติกรรมเกี่ยวกับการสื่อสารคือ เด็กออทิสติกจะ   ตอบสนองต่อเสียงแปลกไปจากเด็กปกติทั่วๆ ไป เค้าจะตอบสนองเฉพาะสิ่งที่เค้าสนใจในขณะนั้นเท่านั้น หรือ  ในเด็กเล็ก ๆ จะไม่ค่อยพบว่ามีการเลียนเสียงในคอหยอกล้อกับพ่อแม่ ในวัยที่ต้องเริ่มส่งเสียงและเริ่มสบตากับพ่อแม่  โดยเฉพาะในวัยที่เมื่อเริ่มพูดได้บ้าง ในเด็กปกติจะมีการสื่อสาร 2 ทาง คือ โต้ตอบกับผู้อื่นได้ หรือการใช้ภาษามือร่วม ซึ่งแม่ใช้กับ ลูกชายของแม่ ซึ่งได้ผลดี ในการสื่อสาร แต่เด็กออทิสติกจะไม่สามารถทำได้

 

เด็กออทิสติกที่มักจะพูดตามเรื่องที่เค้าสนใจเท่านั้น จะไม่พูดคุยถึงคนอื่น เช่นลูกชายของจูลี่ จะพูดมาก พูดไม่หยุดซึ่งลักษณะการพูดมาก จะเป็นการพูดซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ มากกว่าที่จะพูดโต้ตอบกับแม่ แต่เค้าก็ยังสามารถจะตอบคำถามได้ และ สามารถที่จะตั้งคำถามได้บ้างเช่นกัน

 

เด็กออทิสติกจะมีความผิดปกติของการเล่นและจินตนาการ เช่นวิ่งเล่นคนเดียวหรือเล่นแบบเดิมซ้ำๆ และจะไม่พอใจหากมีใครเข้ามาเล่นด้วย เรียกได้ว่า สนใจสิ่งของ และกระทำพฤติกรรมซ้ำซากนั่นเอง อย่างลูกชายจูลี่จะชอบเล่นคือ  สะบัดมือ เคลื่อนไหวซ้ำ ๆ วิ่ง หนี หรือวิ่งไปทิศทางที่เค้าต้องการจะวิ่งไปตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาอย่างนั้น

 

แม่ได้เห็นจูลี่ ทำการช่วยเหลือและดูแลลูกทั้งสองของเธอคือ  จูลี่บอกว่า พฤติกรรมของเด็กออทิสติกคือการทำซ้ำๆ หรือคนปกติ ก็เช่นกัน เกิดการซ้ำ เกิดจากการเรียนรู้ ดังนั้นการสร้างพฤติกรรมส่วนตัว และ การ ลบพฤติกรรมปัญหา จึงสามารถทำได้โดยใช้พฤติกรรมบำบัดทั้งสิ้น เช่น


1.  ลดพฤติกรรมปัญหาที่เกิดขึ้น  เช่นการพูดซ้ำ ก็จะพยายามตั้งคำถามมากขึ้น การให้เรียนรู้ มากขึ้น พยายามป้อน และพยายาม ให้เกิดการตอบโต้มากขึ้น ซึ่งต้องทำแบบนี้ ทุกๆวัน


2.  เสริมสร้างทักษะช่วยตนเอง ด้วยการพูดย้ำๆ ซ้ำๆ ว่าต้องทำแบบนี้ ทำอะไรในแต่ละวัน วาดเป็นรูปวาดบ้าง หรือ การสื่อสาร ด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มี ความเข้าใจในการสื่อสาร และการสอนจาก จิตแพทย์ นักการศึกษาพิเศษ นักอาชีวบำบัด นักฝึกพูด ร่วมมือกันพัฒนาเด็กตามศักยภาพของเด็กเอง ซึ่งแม่จะเห็นได้ว่า จะมีผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มาที่บ้านจูลี่แทบทุกวันเลยทีเดียว และแม่ก็เห็นได้ว่า เด็กๆทั้งสองคน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก ในปัจจุบันนี้จูลี่ ทำการสอน โฮมสคูลอยู่ทีบ้านและเด็กๆก็สามารถทำออกมาได้ดี ทดสอบแล้วก็ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาได้อย่างดี โดยเฉพาะสิ่งที่แม่เห้นได้ชัดคือการพูด เด็กๆ สามารถพูดสื่อสารได้ดีมากขึ้น

ที่สำคัญ แม่เห็นจูลี่ได้ กระตุ้นให้ลูกๆ ของเธอได้เข้ากลุ่มกับเด็กในวัยเดียวกัน   เป็นการเพิ่มพัฒนาทางด้านสังคม   และอารมณ์  ให้วิ่งออกกำลังกาย  

การรักษาหรือการดูแลนั้น เท่าที่แม่ศึกษามาหมอจะทำการประเมินความผิดปกติของเด็ก จากประวัติการพูดคุยที่ได้จากพ่อแม่ และทำการเทสต์เพื่อจัดระดับการพัฒนาด้านสังคม   การสื่อความหมายอารมณ ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติต่าง ๆ เปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน   จากนั้นหมอจะทำการ สังเกตพฤติกรรมของเด็ก  และทำการประเมิน

 

หมอจะให้คำแนะนำและความรู้กับพ่อแม่ ของเด็กให้มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจที่ กระตุ้นพัฒนาการให้เด็ก มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตามขั้นตอนในระยะแรก  ที่นี่แม่จะเห็นโดยมีการจัดอบรมผู้ปกครองเป็นกลุ่มย่อย จากผู้เชี่ยวชาญและมีการรวมกลุ่มของพ่อแม่หรือผู้เชี่ยวชาญมีองค์กรต่างๆ ให้ความรู้เรื่องออทิซึม และแนะนำให้ผู้ปกครองยอมรับถึงความผิดปกติของเด็กในแต่ละคน

 

แม่คิดว่า อย่างน้อยๆ ตอนนี้ ปัญหาหรือคำถามคาใจต่างๆที่แม่ได้อ่าน แม่ได้รับอีเมล์ และ คำตอบจากจูลี่ทำให้แม่ เคลียร์และมั่นใจว่า สิ่งที่แม่ศึกษาและอ่านค้นคว้า ทำให้แม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง และ แม่ต้องขอบคุณจูลี่เพื่อนรักของแม่จริงๆ ที่ เสียสละเวลา และ ให้ความรู้ พร้อมทั้งส่งเอกสารต่างๆให้แม่ และ อธิบายสิ่งต่างๆ ให้กับแม่ฟังจนแม่มั่นใจเข้าใจ เชื่อแม่นะลูก ไม่ว่า ลูกของแม่ คนไหน ก็ตาม ในโลกนี้ จะปกติหรือไม่ปกติ หัวใจรักของแม่ทุกคน ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะรักของแม่ที่มีต่อลูกไม่ได้ขึ้นกับว่าลูกต้องแข็งแรงหรือปกติเท่านั้น เพราะลูกทุกคนคือ สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดมาด้วยความรักของแม่ทั้งนั้น

     Share

<< 28 Weeks mommy diary29 Weeks mommy diary >>

Posted on Tue 22 Jan 2008 22:29