Postpartum : the first week

 

ลูกรักของแม่

 

ในขณะที่แม่ตั้งครรภ์ทุกคนรอคอยวันที่ได้พบหน้าลูก และได้คลอดออกมาแล้วไม่ว่าจะด้วยวิธีการธรรมชาติหรือ ด้วยการผ่าตัด ลูกตัวน้อยๆ ก็มาอยู่ในมือ ในอ้อมกอดของแม่แล้ว แทนที่จะอยู่ในท้องแคบๆ อีกต่อไป แต่แม่อยากให้ระลึกไว้ด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงจากการท้อง มาเป็น ช่วง อาการ postpartum syndrome / baby blue นี้ค่อนข้างปรากฎชัดว่า เป็นกับแม่แรกคลอด ซึ่งอาการแต่ละคนจะมีการแตกต่างกัน

 

อาการที่จะรู้สึกคือ ทางด้านร่างกาย

 

1. จะยังมีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด มีลักษณะคล้ายประจำเดือน หรือ เรียกว่า Lochia

2. อาจจะมีอาการปวดเกร็งหรือปวดแบบมีตะคริวที่ท้อง เหมือนกับ มดลูกบีบตัว

3. เหนื่อย หมดแรง

4.เจ็บตรงที่คลอด หรือช่วงระหว่างช่องคลอดกับก้น หรือ ชา ((ในกรณีที่คลอดเองธรรมชาติ)) โดยเฉพาะแม่ที่ได้รับการเย็บ จะรู้สึกเจ็บกว่าปกติเมื่อจามหรือ ไอ หรือ การผ่าตัดหลังจากพยายามคลอดเองแล้ว

5. เจ็บหรือปวด บริเวณแผลผ่าตัด

6.  ไม่สบายตัวเมื่อนั่ง หรือ เดิน ในกรณีที่มีการกรีดตรงช่องคลอด การเย็บส่วนที่ขาด หรือ การเย็บที่แผลผ่าตัด

7. มีปัญหาเรือ่งการ ขับถ่าย ในวันแรกหรือสองวันแรก

8. ปวดเมื่อยโดยทั่วๆ ไป ขอบตาดำช้ำ หรือ แก้ม เนื่องจากการเบ่งอย่างรุนแรง

9. มีเหงื่อมาก โดยเฉพาะในตอนกลางคืน

10.เจ็บหน้าอก หน้าอกคัด ในวันที่ 3-4 ในการคลอด

11.เจ็บหัวนม หรือ หัวนมแตก ในกรณีที่ให้นมลูกด้วยตัวเอง

 

อาการทางด้านอารมณ์

 

1. มีการหดหู่ ซึมเศร้าหรือ มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ระว่าง หดหู่ กับ ซึมเศร้า

2. มีความรู้สึกเหนื่อยล้า และ รู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่ไม่ดีพอ กลัวหรือกังวล โดยเฉพาะ แม่ที่ในนมลูก ว่าจะมีนมให้ไม่พอเพียงกับความต้องการของลูก

3.รู้สึก Overwhelm  กับการต่อสู้ ทางด้านร่างกายและด้านอารมณ์ของตัวเอง

4. รู้สึกสับสน เช่นหากยังอยู่โรงพยาบาลก็อยากจะกลับบ้าน

 

หมอจะทำการนัด แม่เพิ่งคลอดลูก โดยส่วนใหญ่ในระหว่าง 4-6 สัปดาห์ โดยหมอจะทำการเช็ค ว่า ระดับความดันโลหิตเป็นอย่างไร น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นควรจะลดลงในช่วงนี้ 17-20 ปอนด์หลังคลอด มดลูกควรจะลดขนาดลงเหลือเท่ากับก่อนท้อง ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง หรือ ไซส์ หรือ ตำแหน่ง

 

ช่องคลอด ควรจะเริ่มกระชับ มีกล้ามเนื้อที่เริ่มแข็งแรงมากขึ้น

แผลที่ได้รับการกรีด ระหว่างคลอด หรือ การฉีกขาดต้อง เริ่มหายและรู้สึกดีขึ้น

เช็คหน้าอก

เช็ค ริดสีดวงทวาร ((ในกรณีแม่คลอดลูกเอง)) และ เช็ค เส้นเลือดฝอยต่างๆ

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังการตั้งครรภ์

 

ส่วนใหญ่แล้วหมอจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับ อาการเบบี้บลู และ อาการซึมเศร้า

จากการวิจัย บอกว่า แม่มือใหม่หรือแม่เพิ่งคลอด จำนวน 60-80 เปอร์เซ็นต์ จะมีอาการนี้ เนื่องจากฮอร์โมนจากการท้องได้หมดไปจากรวดเร็ว แม่คลอดใหม่เหล่านี้จะมีอาการคือ อารมณ์อ่อนไหวง่าย เศร้า ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล หงุดหงิด พักผ่อนไม่เพียงพอ และ กระวนกระวาย

 

เนื่องจากปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ในร่างกาย ดรอปลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง อาการหากบางคนนึกไม่ออก ก็คล้ายๆ กับ อาการ ของ PMS แต่อาการเบบี้บลูกจะหนักหนาสาหัสกว่านั้นมาก ซึ่งปกติจะเกิดขึ้นในวันที่สามหลังการคลอดลูกไปแล้ว แต่อีกที ตามตำราบอกว่า อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ หลังการคลอดลูกภายในปีแรก

 

อาการต่างๆที่พึงควรระวังคือ อาการทางด้านอารมณ์ที่เกิดจากการไม่พึงพอใจ ในตัวเอง หรือ จากการคลอด เช่น แม่บางคนต้องการคลอดเองธรรมชาติ แต่ไม่สำเร็จ ต้องสุดท้ายด้วยการผ่าตัด แม่บางคนจะรู้สึกว่า ตัวเองไม่เป็นแม่ที่ดี ไม่สามารถทำการคลอดได้สำเร็จ หน้าที่ของผู้หญิงของแม่ไม่สมบูรณ์

 

อาการไม่พอใจในตัวทารก เช่นลูกตัวเล็กเกินไป ตัวแดง ตัวอ้วน หรือ ไม่ตอบสนอง ไม่ค่อยยิ้มรับ รู้สึกผิดกับตัวเอง และ เริ่มมีอาการซึมเศร้าและเครียดว่าระหว่างตั้งครรภ์ทำไมไม่ดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ลูกจะได้แข็งแรงหรือตัวโตกว่านี้ หรือ ผิดหวังในระหว่างการคลอดว่าควรจะคลอดได้ทำไมไม่คลอด มัวแต่ร้องโวยวาย เป็นคนละคนกับที่ตัวเองเคยเป็น

 

อาการต่อต้านสิ่งสำคัญต่างๆในชีวิต เช่นรู้สึกว่า การคลอดลูก อุตสาห์ไปเรียนมา ไม่ได้ใช้หรือคลอดแล้วต่อจากนี้ก็ไม่ได้ใช้ จบ ทุกอย่างจบสิ้น ต้องวนๆ เวียนๆ เลี้ยงลูกคนเดียว เหนื่อยไม่มีคนช่วย ทำไมคนอื่นโชคดีมีคนช่วย ทำไมเราต้องมาเหนื่อยคนเดียว

 

รู้สึกตัวเอง ด้อยคุณค่าลง เช่นจากงานการที่เคยทำ ที่เคยสำคัญกลายเป็นว่า ทุกอย่างอยู่ที่ลูกหมด ทุกอย่างต้องรอให้สามีทำให้ คาดหวังว่าให้สามีต้องทำนั่นนี่ให้ หากไม่ทำก็เสียใจ หากทำให้ก็รู้สึกผิดว่า ทำเองได้ทำไมไม่ทำ ไม่ใช่หน้าที่เค้า เพราะเค้าก็เหนื่อยมากพอแล้ว ต้องมาเหนื่อยช่วยเหลือเราอีก อารมณ์เริ่มต่อต้านกับความสำนึกคิดของตัวเอง รู้สึกในบางครั้งว่าทำไมต้องเราทำอยู่คนเดียว ไม่มีความช่วยเหลือ บางที อยากให้มีคนนั้นคนนี้มาดูแล รู้สึกเหนื่อย รู้สึกหดหู่กับการเห็นรูปร่างของตัวเอง รู้สึกความงดงามหมดลง และต้องมาดูแล กับทารกคนเดียว หมดหวังต่างๆ เป็นต้น

 

ระหว่างอยู่โรงพยาบาล จะรู้สึกรำคาญและวุ่นวายใจระหว่างการรักษาตัวเอง และ ดูแลลูก รู้สึกว่ามีหลายคนมาคอนโทรล มาควบคุมการกระทำและความรู้สึกนึกคิดของตัวเองไปหมด รู้สึกหมดความมั่นใจ รู้สึกไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรกับทารกดี

 

เหนื่อย อ่อนแรง จากที่เคยแข็งแรงได้รับนอนพักผ่อนเพียงพอ กลับรู้สึกว่า เหนื่อย อยากนอนพัก แต่ต้องมาดูแลทารกตลอดเวลา และพยายามจะรู้สึกว่าตัวเอง ต้องการความเป็นแม่ที่ดีกว่านี้

 

รู้สึกงานที่ทำไม่เคยจบไม่เคยสิ้น ไหนจะเรื่องการเปลี่ยนผ้าอ้อม การดูแล การให้นม และ อยากอาบน้ำ และมีอีกมากมายที่ต้องการเรียนรู้ ที่อยากรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างกับทารก ทำไมไม่เป็นแม่แบบธรรมชาติสร้างสรรค์หรือเป็นแม่ที่เก่งที่สามารถจัดการกับลูกที่โยเย ได้ ทำไมลูกคนอื่น ไม่ร้องไม่งอแง เลี้ยงง่าย เกิดการเปรียบเทียบ

 

การให้นมยากยิ่ง เจ็บหน้าอก ลูกไม่ยอมดูด หัวนมแตก เครียดและกดดัน จากการปวดแผล ต้องมานั่งปั๊ม จะท้อ ก็ไม่กล้า จะให้นมขวดก็รู้สึกผิด รู้สึกเหนื่อยรำคาญตัวเอง

 

รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตคู่ ระหว่างสามีภรรยา จากเคยได้อยู่กันสองคน กลับกลายเป็นว่าต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง โดยเฉพาะ คู่ที่ไม่มีคนช่วยอยู่กันแค่สองคน ทำอย่างไร เกิดการสับสน ชีวิตที่เคยโรแมนติกหายไป มีความความอ่อนล้าเหนื่อย และ เครียดบนความกดดันของคนสองคน

 

และสาเหตุอื่นๆเช่น ปัญหาด้านการเงิน การทำงาน การเจ็บป่วย เป็นต้น

 

วิธีการช่วยเหลือตัวเองทางด้านอารมณ์เบื้องต้นคือ

 

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็นแม่มือใหม่ คือ การท้าทายคือการเรียนรู้ สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหมอเด็ก เด็กเอง พยาบาลทุกคนเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยการปรับตัว เข้าหากัน เรียนรู้ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น และ ให้มั่นใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเรียนรู้ได้ มีการพัฒนาการได้ ไม่ต้องคาดหวังจากสิ่งใด ให้เชื่อมั่นตัวเอง ไม่ต้องคิดว่าเราจะ เป็นแม่ที่สมบูรณ์ ทำให้ดีที่สุด และ ยอมรับสิ่งผิดพลาดต่างๆ และ นำมาเรียนรู้ เก็บเป็นประสบการณ์ พูดคุยกับ แม่ หรือ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ หรือ ได้ระบายออกกับ ใครที่พึงพอใจจะคุยหรือสบายใจที่จะสื่อสารพูดคุยด้วย ให้เชื่อมั่นในสิ่งที่เป็นตัวเอง ว่า แม่ทุกคนย่อมเลือกที่จะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกของตัวเองแน่นอน

 

หากอาการบลูเกิดขึ้นในโรงพยาบาล เรียกได้ว่าโชคดีมาก เพราะ ได้รับการดูแลจากหมอและพยาบาลผู้มีประสบการณ์ จะได้รับการช่วยเหลือ ทันท่วงที และ สามารถปรับพูดคุยและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงต่างๆ กับตัวเอง

 

การเหนื่อยล้า จากการอดหลับอดนอน จากการต้องดูแลทารก คือ หากมีคนช่วยเหลือก็ขอความช่วยเหลือ สลับมือกันดูแล หากไม่มี ให้พยายามนอนหลับพักผ่อนกับทารก เพราะในช่วง 2-4 สัปดาห์ แรกจะเป็นการปรับตัว ระหว่างทารกกับแม่มือใหม่เช่นกัน เพราะทารกก็มีจังหวะการหลับนอน ของเค้า ดังนั้นการได้หลับไปพร้อมกัน ก็ช่วยได้มาก ไม่ต้องกังวลกับความสะอาด หรือ สิ่งที่ต้องทำ คำนึงถึง การเหนื่อยล้าของร่างกายตัวเองก่อน

เพราะหลังจากนี้แล้วทารกก็จะมีจังหวะเวลาของเค้ามากขึ้น แม่ก็เรียนรู้มากขึ้น ภาวะเครียด เหนื่อยล้า ต่างๆ ก็จะดีขึ้นเอง

 

ในกรณีที่ให้นมลูก ให้ทานอาหารที่ดี อุดมสมบูรณ์ด้วยคุณค่าทางอาหารเนื่องจาก การให้นมแม่ลูกต้องการปริมาณอาหารและแคลอรี่สูงกว่า ตอนตั้งครรภ์ พยายามเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งจะทำให้เกิดการ ดีเพรส ได้เช่นกันและไม่ต้องกังวลกับรูปร่างมาก เพราะการให้นมลูกเป็นการรักษา สภาพร่างกายทางธรรมชาติที่ดีที่สุด หน้าอกจะกระชับและกล้ามเนื้อ มดลูกต่างๆในร่างกายเอง

 

การร้องไห้ ร้องไปเลยหากรู้สึกว่าต้องการจะร้อง เพราะ ไม่ต้องหาเหตุผลในการร้องไห้สำหรับ การทำงานของร่างกายในตอนนี้จะทำให้รู้สึกสบายมากขึ้น และหัวเราะหากรู้สึกว่าอยากหัวเราะ อยากคุยกับใคร ก็ให้ติดต่อให้คุย พูดทุกสิ่งทุกอย่างจะช่วยได้มาก ไม่ต้องกังวลว่า เค้าจะคิดอย่างไร เพราะ คนที่ได้รับการพูดคุยแบบนี้จะช่วยให้ แม่มือใหม่สบายใจมากขึ้น

 

หากสามารถเดินออกกำลังกายได้ พยายามเดินออกนอกบ้าน ออกกำลังกายเบาๆ พร้อมทารก การได้พบ อากาศบริสุทธ์ การได้พบผู้คน จะทำให้อารมณ์แจ่มใสโดยเฉพาะในยามเช้าหรือยามบ่าย พยายามอาบน้ำหวีผม รักษาสุขภาพร่างกายของตัวเองให้สดชื่น สะอาด ตลอดเวลา เพราะการหมักหมมของร่างกายทำให้รู้สึกไม่สดชื่น รู้สึกร่างกายไม่สวยงาม ก็สามารถทริกอารมณ์ให้เกิดการซึมเศร้าได้อีก และให้เชื่อเสมอว่า การมีทารกไม่ได้ทำให้ ชีวิตประจำวันในการรักษาความสะอาดร่างกายเปลี่ยนแปลงไป

 

กฏที่ควรทำในช่วง 6 สัปดาห์แรกแห่งหลังคลอด

 

1.ควรใส่เสื้อชั้นในที่ซัพพอร์ตและเสื้อผ้าใส่สบาย

2.พยายามออกกำลังกายด้วยการเดินเบาๆ บริหารกล้ามเนื้อเบาๆ หรือ มีเวลาส่วนตัวให้กับตัวเอง เช่นการเข้าห้องน้ำ การอาบน้ำ หรือ การดูแลตัวเอง

3.พยายามออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านหรือพบปะผู้คนนอกบ้าน

4.สังเกตการเต้นของหัวใจของตัวเอง

5. ดื่มน้ำให้มาก

6. พยายามยอมรับในสิ่งที่รักษาตัวช้า อย่าคิดว่าไม่มีความสุขไหนได้มาด้วยการไม่เจ็บปวด No pain no gain ต้องค่อยๆ รักษาตัวช้า เพราะการรักษาร่างกายของเราต้องใช้เวลา การกลับมาของร่างกายก่อนท้องก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน และยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงของร่างกายของเราเปลี่ยนไปแต่ได้มา ซึ่งความสุข ซึ่งความรัก อย่างถาวร

7.อย่าดูแลทารก จนลืมดูแลตัวเอง เช่นไม่กล้าเข้าห้องน้ำ เมื่อลูกร้องไห้ ไม่อาบน้ำเมื่อลูกไม่นอน เด็กทารกสามารถ ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลของตัวเอง ต้องปล่อยให้เค้าสามารถ ร้องได้ และเราก็ต้องสามารถดูแลตัวเองได้ โดยไม่กดดัน และขาดอิสระต่อตัวเอง

 

สงสัยจะยาวนะลูกไว้หากแม่มีเวลา แม่จะมาอัพเดท ตอนที่สองต่อไปดีกว่านะลูก

     Share

<< 32 Weeks mommy diary33 Weeks mommy diary >>

Posted on Tue 19 Feb 2008 0:10


When minor has a major mess
2 Months to 3 months old development milestone
Do Vaccines Cause Autism?
When only I learn from you
Wonderful time together
4 weeks checked up
1 Months old infant development
4 Weeks old little girl
Pregnancy hurts
37 Weeks mommy diary
36 Weeks mommy diary
Right way to Nurse
Benefits of breastfeeding III
Benefits of breastfeeding II
Benefits of breastfeeding
35 Weeks mommy diary
Body after labour
34 Weeks mommy diary
33 Weeks mommy diary
Postpartum : the first week
32 Weeks mommy diary
Does it necessary ?
31 Weeks mommy diary
30 wks +4 ds OB visited
30 Weeks mommy diary
29 Weeks mommy diary
Autistic issue
28 Weeks mommy diary
My life with you
4 years old milestone
27 Weeks mommy diary
when you were sick
26 weeks mommy diary
The first month
Sex during pregnancy
25 weeks mommy diary
24 Weeks Mommy Diary
Tiny baby big list.
Be prepared