Body after labour

 

ลูกรักของแม่

 

แม่ว่าจะบันทึกเรื่องนี้หลายครั้ง เกี่ยวกับ ร่างกายหลังคลอด เพราะ แม่อ่านเจอตำราหลายเล่ม แม่ว่ามันมีประโยชน์ในการบันทึกและเก็บเรียบเรียง ตามความเข้าใจของแม่ เกี่ยวกับการรับมือ ภาวะหลังคลอด  การยอมรับ และการทำความเข้าใจกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปของแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากอีกไม่นานแม่ก็จะต้องรับมือและทำความเข้าใจกับตัวเองแบบนี้เช่นกัน

 

แม่เองเชื่อว่า การดูแลตัวเอง หลังคลอดเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับตัวแม่เอง แม่ส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การดูแลระหว่างท้องนั้นสำคัญที่สุด เลยปล่อยปละละเลยช่วงหลังคลอดไป ยิ่งพอลูกจะคลอดออกมาเรียบร้อยแล้วแม่ก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปที่ลูกซะหมดจนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง แต่ที่จริงแล้วช่วงหลังคลอดเป็นช่วงที่ร่างกายของแม่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ถ้าแม่สนใจตัวเองสักหน่อยดูแลตัวอย่างถูกต้องในระยะหลังคลอดก็จะช่วยให้ร่างกายกลับฟื้นคืนสภาพได้อย่างราบรื่นปราศจากภาวะแทรกซ้อน เพราะนอกเหนือจากเรื่องทางการแพทย์แล้ว ชีวิตของแม่ในระยะหลังคลอดก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก เพราะ แม่ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ของแม่ที่ดีและเป็นภรรยาที่ดีในเวลาเดียวกัน

 

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังการคลอดคือ

 

การเปลี่ยนแปลงของ มดลูก

ทันทีที่ลูกคลอดโผล่พ้นออกมาจากช่องคลอด ตำราบอกว่ามดลูกของแม่ก็จะหดเล็กลงจากโตเท่าลูก Basketball ก็จะหดเล็กลงเหลือเท่าลูก แคนตาลูป คลำได้เป็นก้อนแข็งๆ กลมๆ ที่ท้องน้อย ยอดของมดลูกจะคลำได้อยู่แถวๆ สะดือของแม่ หลังจากนั้นก็จะหดเล็กลงประมาณวันละ 1 นิ้ว แล้วก็เล็กลงเรื่อยๆ จนหายเข้าไปอยู่ในอุ้งเชิงกราน ไม่สามารถคลำได้ทางหน้าท้องใน 2 สัปดาห์ แล้วก็จะเล็กลงอีกจนเหลือเท่าขนาดปกติก่อนที่จะตั้งครรภ์ใน 4 สัปดาห์

หลังคลอดใหม่ๆ มดลูกจะบีบตัวแข็ง เกร็งเป็นก้อนแข็งๆ ตำราบอกว่า ตอนนี้ยิ่งแข็งยิ่งดี เพราะหากว่า มดลูกบีบตัวดี ก็จะทำให้ไม่เสียเลือดมากในระยะหลังคลอด แม่หลังคลอดอาจจะมีอาการปวดท้องน้อยคล้ายๆ กับอาการปวดประจำเดือน แต่ก็จะปวดมากกว่า จะปวดเป็นพักๆ ใน 2-3 วันแรกหลังคลอด

แผลฝีเย็บ

ในระหว่างการคลอด ขณะที่หัวของลูกกำลังจะโผล่ออกมาภายนอก ปากช่องคลอดก็จะยืดขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ ราวกับว่าจะปริหรือ ฉีกขาดออกจากกัน ตอนนี้หมอก็จะช่วยตัดฝีเย็บตามแล้วแต่กรณีไป เพื่อขยายปากช่องคลอดให้กว้างขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดการฉีกขาดรุนแรง และ ป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อรอบๆ ปากช่องคลอดยืดขยายมากเกินไป หลังจากคลอดเสร็จแล้ว หมอก็จะเย็บแผลฝีเย็บกลับเข้าที่เหมือนเดิมซึ่งจะเย็บแผลด้วยไหมละลาย หลังคลอดวันแรกถ้าแผลฝีเย็บมีอาการบวมและเจ็บมาก การใช้น้ำแข็งประคบจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลและยังช่วยลดบวมได้

ตำราว่าแผลเหล่านี้ จะหายภายในหนึ่งอาทิตย์  แผลที่ฝีเย็บนี่ก็แตกต่างจากแผลที่อื่นๆคือ แผลฝีเย็บนี่ โดนน้ำโดนเลือดแฉะอยู่อยู่ตลอด การดูแลแผลฝีเย็บอย่างถูกต้องก็จะช่วยป้องกันปัญหาการอักเสบติดเชื้อได้ หลังคลอดควรเช็ดทำความสะอาดแผลฝีเย็บอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยใช้สำลีชุบน้ำอุ่นๆ เช็ดทำความสะอาด โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ หลังจากนั้นก็ควรซับให้แห้งทุกครั้ง หรือมีการแช่  Bath salt หรือยาที่ทางโรงพยาบาลให้มาก็จะช่วยรักษาสภาพแผลได้  

 

ถ้าดูแลอย่างถูกต้องอาการเจ็บปวดแผล ควรจะหายได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ และแผลจะหายสนิทภายใน 3 สัปดาห์หลังคลอด


น้ำคาวปลา

เลือดที่ออกมาทางช่องคลอดในช่วงหลังคลอดนี้ก็จะเป็นเลือดประจำเดือน แต่จะจางกว่า โดยจะซึมไหลออกมาจากผนังมดลูกตรงตำแหน่งที่รกเคยเกาะติดอยู่ พอรกลอกหลุดออกไปแล้วเลือดก็จะซึมออกมาจากรอยนี้แล้วจะค่อยจางลงๆ ในที่สุด นอกจากนี้เยื่อบุมดลูกก็จะลอกหลุดออกมาปะปนกับเลือดที่ว่านี้ด้วย 3 วันแรกน้ำคาวปลาก็จะมีมากเป็นสีแดงสด หลังจากนั้นก็จะน้อยและจางลงจนกลายเป็นสีชมพูเรื่อๆ หลังจาก 7 วันไปแล้ว ก็จะกลายเป็นมูกสีขาวๆ และมักหมดไปภายใน  7-10 วันหลังคลอด แล้วแต่บางคนไป

สำหรับแม่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องตำราบอกว่าน้ำคาวปลาจะหมดเร็วกว่าแม่ที่คลอดปกติก็เป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากตอนผ่าหมอก็จะช่วยเช็ดถูทำความสะอาดภายในโพรงมดลูกจนเกลี้ยงแทบจะไม่มีอะไรเหลือ เลยทำให้แห้งและหมดไวกว่านั่นเอง

ช่องคลอดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ตามตำราได้บอกว่า ปกติแล้วผู้หญิงเราจะมีขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องคลอดประมาณ 2 ซม. แต่ในขณะที่กำลังคลอดหัวเด็กกำลังจะโผล่ หัวของลูกจะแทรกผ่านออกมาทางช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดของแม่ขยายกว้างออกขนาดหัวลูกผ่านได้ก็จะไปถึง 10 ซม. นั่นคือเหตุผลอธิบายว่าทำไมหมอถึงต้องรอให้ แม่ช่องคลอดเปิด 10 ซมก่อนจะทำคลอดให้นั่นเอง คิดแล้วก็น่าตกใจนะลูก ว่าช่องคลอดของผู้หญิง จะขยายได้กว้างมากมายอะไรขนาดนั้น กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อต่างๆ ก็เหมือนขยายยางหนังสติ๊กให้ยืดกว้างออก พอปล่อยกลับสู่สภาพเดิมก็มักจะยืดกว้างออกมามากกว่าปกติ ดังนั้นหลังจากคลอดลูกแล้ว ช่องคลอดก็มักจะขยายกว้างมากขึ้นมากกว่าเดิม กล้ามเนื้อต่างๆ ภายในอุ้งเชิงกรานก็จะยืดขยายออกด้วยเช่นกัน บางคนอาจเรียกการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ว่า “กะบังลมหย่อน”

ดังนั้นหลังคลอดไปแล้วคุณแม่ควรออกกำลังกาย ฟื้นฟูสภาพให้ช่องคลอดกลับมาสู่สภาพเดิมเหมือนเมื่อยังสาวโดยการทำ การ “ขมิบ” นั่นเอง ควรทำวันละ 30-50 ครั้ง แม่สามารถทำได้ทันทีในช่วงหลังคลอด ส่วนแม่ที่ยังเจ็บแผลฝีเย็บอยู่ อาจเริ่มทำในสัปดาห์ที่สองหลังคลอดก็ได้ แม่ที่บริหารช่องคลอดอย่างสม่ำเสมอ ช่องคลอดก็มักจะกลับมากระชับแข็งแรงเหมือนปกติภายในเวลา 3 เดือน ส่วนแม่ที่ไม่ได้ทำการบริหารอย่างเต็มที่อาจจะทำให้มีอาการกะบังลมหย่อน มีปัสสาวะเล็ดเวลาไอหรือจาม บางคนมีอาการปวดท้องน้อยบ่อยๆ เวลายกของหนัก เนื่องจากแรงเบ่งในช่องท้องจะดันมดลูกให้เลื่อนต่ำลงผ่านออกมาทางช่องกะบังลมที่ยังขยายกว้างอยู่ทำให้เกิดการตึงเจ็บที่ปีกมดลูกทั้งสองข้าง

สำหรับแม่ที่คลอดโดยการผ่าตัดออกทางหน้าท้อง จะมีรอยผ่าตัดยาวประมาณ 4-4.5 นิ้ว ที่บริเวณหน้าท้องส่วนล่าง แผลอาจจะเป็นแผลยาว ซึ่งเย็บด้วยไหมละลาย ส่วนกรณีที่แผลผ่าตัดเป็นรอยขวางที่ล่างขอบบิกินี่ และหมอจะให้แม่อาบน้ำทันทีหลังผ่าตัด ผ่านไปแล้ว 24 ชม  หลังอาบน้ำแล้วแม่เช็ดบริเวณแผลให้แห้ง  ในระยะที่แผลกำลังหาย อาจมีอาการคันยุบยับบ้าง เพราะ เหมือนกับการรักษาสภาพบาดแผลนั่นเองนะแม่ว่า โดยปกติแล้วแผลผ่าตัดจะแห้งและติดสนิทในเวลาประมาณ 7-10 วัน และแม่เอง ก็กางเกงในประเภทตัวใหญ่ๆ เชยๆ ไปอีกนานเกือบ 6 เดือนเลย

หน้าท้อง

ระหว่างที่กำลังท้อง จากหน้าท้องสวยๆ แม่ได้ เปลี่ยนแปลงไปจนน่าตกใจ ทั้งหนา ทั้งดำ บางคนแตกลายงาด้วยแม่เองเห็นสภาพหน้าท้องของตัวเองแล้วก็กลุ้มใจ รับไม่ค่อยได้เพราะห้อย ย้อยระย้า น่ากลัวจริงๆเลยลูก เพราะ ตอนท้องขนาดของมดลูกที่โตขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ผนังหน้าท้อง และกล้ามเนื้อหน้าท้องยืดขยายออก อีกทั้งแม่บางคนก็ไม่ค่อยระวังเรื่องอาหารการกิน อะไรก็อร่อยไปหมด ไขมันส่วนเกินก็เลยสะสมไว้ที่หน้าท้องมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลังคลอดหน้าท้องของแม่จะทั้งหย่อนทั้งหนาจนน่าหนักใจ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระยะหลังคลอดก็จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องแม่จะออกกำลังกายโดยการเดินเข็นรถลูกไปเที่ยวนอกบ้านทุกวันวันละ 1 ชม และยังช่วยลดไขมันหน้าท้องได้อีกด้วย การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นอกจากจะได้ประโยชน์แก่ลูกอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะยังช่วยระบายไขมันส่วนเกินออกไปได้อีกด้วย ของเก่าก็ยังเหลืออีกตั้งเยอะ ของใหม่ก็อย่าเพิ่งเติมเข้าไปอีก แม่เลยงดและระวัง อาหารประเภทไขมัน ของหวาน อาหารประเภทแป้งทั้งหลาย เพราะจะทำให้มีไขมันสะสมที่หน้าท้องของแม่มากขึ้น และหน้าท้องของแม่กลับมาเรียบและเนียนเหมือนเดิม หลัง 6 เดือนไปแล้วเช่นกัน 

ช่วงท้อง หน้าท้องของแม่จะมีสีคล้ำดำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม่อ่านหนังสือได้อธิบายว่า เป็นผลจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ในระยะหลังคลอดผิวหนังชุดเดิมซึ่งมีสีคล้ำจะค่อยๆ ลอกหลุด จางไป ภายใน 3-4 เดือน ผิวหนังชุดใหม่ที่สร้างขึ้นมาทดแทนเรื่อยๆ ตามธรรมชาติก็จะมีสีเหมือนปกติ ดังนั้นแม่ไม่กังวลหรือร้อนรนจนเกินไป ให้เวลากับร่างกายด้วยความเข้าใจก็จะดีเอง

อวัยวะอีกอย่างที่ได้รับความกระทบกระเทือนในระหว่างคลอดก็คือ "กระเพาะปัสสาวะ" ซึ่งจะมีอาการบวมช้ำ ผนังกระเพาะปัสสาวะบวมแดงกว่าปกติ ทำให้แม่ไม่ค่อยปวดฉี่หลังคลอด ฉี่ยาก ฉี่ไม่ออกหรือออกไม่หมด ฉี่กระปริบกะปรอย เนื่องจากระหว่างที่ท้องกระบังลมจะหย่อนลงมากด กระเพาะปัสสาวะทำให้เก็บปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ ซึ่งแม่เองนี่ล่ะ เวลา จามจะมีอาการฉี่เล็ดด้วยแต่หลังคลอดไม่นาน แม่ก็กลับสู่ภาวะปกติ

การรับมือภาวะหลังคลอด

 

ช่วงหลังคลอดร่างกายของแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย  โดยปกติแล้วช่วงหลังคลอดหากคลอดธรรมชาติ แม่ก็ต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลอีกประมาณ 2-3 วัน ส่วนการผ่าตัดก็ต้องมากไปกว่าเดิมอีก สองวัน เป็น 3-4  เพราะเป็นการเช็คป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งถ้าจะเกิดก็มักจะเป็นใน 2 วันแรก ซึ่งระหว่างที่พักผ่อนที่ โรงพยาบาล ก็จะมีพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่มาคอยเช็คสภาพร่างกายของแม่ และคอยสอนแนะนำวิธีอุ้มลูก วิธีให้นมลูก วิธีอาบน้ำลูก

ระยะหลังคลอด...ในโรงพยาบาล

 

เมื่อแม่ผ่าตัดเสร็จแล้ว ความทรมาน ความแน่นอึดอัด ความกลัว ความกังวลก็หายไปเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว ยิ่งได้เห็นหน้าลูก แม่รู้สึกบอกไม่ถูก รู้แต่ว่า นี่หรือคนตัวเล็กๆคนนี้หรือที่รอคอย คอยเฝ้าดูแลในท้องมา 35 สัปดาห์ ดีใจเหลือเกินที่ได้เห็น แม่ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกนี้ได้เป็นคำๆ ยิ่งพยาบาลให้ลูกได้ดูดนมแม่ แม่ร้องไห้ และกอดลูกตลอดเวลา แม่รู้ว่า ชีวิตน้อยๆนี่ล่ะ แม่จะปกป้องดูแลด้วยความรัก และ ดีที่สุดในชีวิตของแม่


ช่วงหลังผ่าตัดหรือคลอดเสร็จ หมอก็จะเย็บซ่อมแซมแผลฝีเย็บที่หมอทำคลอดให้กลับเข้าที่เรียบร้อยเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเกิดจากการผ่าหรือการคลอดเอง จากนั้นจะให้แม่นอนพักอยู่ในห้องพักฟื้น อีกประมาณ 1-2 ชั่วโมงแต่แม่รู้สึกตัวช้าจากยาที่หมอให้ กว่าแม่จะรู้สึกตรงขา แม่ต้องใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง  ช่วงนี้พยาบาลก็จะมาตรวจวัดความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ ดูว่ามดลูกแข็งตัวดีมั้ย มีเลือดออกทางช่องคลอดมากเกินไปหรือไม่ เกือบทุกๆ สามชั่วโมง แม่แทบจะไม่ได้นอนเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังพยายามที่จะให้ลูกได้ดูดนมแม่ตลอดด้วยเช่นกัน


ตอนที่พยาบาลมาเรียกแม่ แม่ตื่นแล้วพยาบาลบอกว่า ค่อยๆลุก เพราะหากลุกโดยรวดเร็วจากเตียง อาจมีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ ให้ลืมตาดูรอบๆ ก่อน ถ้าไม่มีอาการเวียนหัว ก็ลุกนั่งก่อน แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ เนื่องจาก แม่บางคนที่มีอาการอ่อนเพลียหรือเสียเลือดมาก มักจะมีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ง่าย แต่สำหรับแม่ ได้รับการผ่าตัดมาก่อน ที่จะผ่าตัดคลอดลูก แม่พอจะรู้ว่าต้องปฎิบัติตัวอย่างไร แม่เลยค่อยๆ ลุก และค่อยๆจัดการกับตัวเองได้

ในวันแรกแม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พยาบาลก็จะเข้ามาจัดแจงให้แม่หัดความเป็นแม่  แม่คิดว่า ช่วงหลังคลอดในโรงพยาบาล แม่ได้ใช้เวลาคุ้มค่ามากที่สุด  แม่ไม่ได้เอาแต่นอนอย่างเดียว แม่เองก็ยังหัดฝึกเดินออกกำลังกายด้วย เพราะแม่ไม่อยากนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงทนเจ็บแผลอย่างนั้นแม่อยากหายไวๆ  แม่อยากได้ลองหัดเลี้ยงดูลูกบ่อยๆ เรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากพยาบาลที่จะสอนให้หัดให้นมลูก อุ้มให้เรอ ดูแลทำความสะอาด เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำ ซึ่งแม่มีความมั่นใจ ว่าแม่ทำได้ และแม่ก็ทำได้จริงๆ ทั้งหมด เมื่อเวลากลับบ้านไปแล้วแม่ก็ให้แดดดี้ได้มีส่วนร่วมในการดูแลลูกด้วย เพราะแม่เชื่อว่า เป็นการสร้างความรักความผูกพันในครอบครัวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะหากแม่ผูกขาดทำทุกอย่างเองเสียหมด เอาแต่ทุ่มเทเวลาให้กับลูก แม่ก็ทำได้ แต่ แม่ให้แดดดี้ช่วยบ้างเพราะแม่เชื่อว่า แดดดี้ ก็ควรจะมีความภาคภูมิใจเช่นกัน ว่าเค้าคือพ่อที่ดี  ....

แม่อ่านเจอและฟังจากหมอมาบ้างว่า ความผิดปกติในช่วงหลังคลอดก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในบางราย โดยหมอให้หลักในการสังเกต หรือ จำง่ายคือ 

 

1. ต้องไม่มีไข้   เพราะการที่มีไข้ก็แสดงว่าอาจมีบางสิ่งบางอย่างไม่ปกติ เช่น แผลอักเสบ มดลูกอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่บางทีนมคัดก็ทำให้มีไข้ได้เหมือนกัน

 

2.ต้องเจ็บแผลน้อยลง แผลที่ดีต้องไม่บวม ไม่แดง ไม่เจ็บมากขึ้น ถ้าแผลบวม แผลแดง เจ็บมากขึ้น นั่นก็แปลว่าแผลกำลังอักเสบ

 

3 ต้องปวดท้องน้อยลงเข้าห้องน้ำได้ หลังคลอดมดลูกก็จะบีบตัวเล็กลงเรื่อยๆ ยิ่งบีบก็ยิ่งเล็ก แต่บีบทีก็จะปวดๆ เหมือนปวดประจำเดือน ยิ่งลูกกินนมแม่ก็จะยิ่งบีบ แต่โดยรวมแล้วความปวดก็ต้องน้อยลงทุกวัน และ ต้องสามารถเข้าห้องน้ำได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น เพราะถือว่าระบบขับถ่ายและระบบการย่อยเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

 

4.เลือดต้องออกน้อยลง เลือดที่ว่าก็คือน้ำคาวปลานั่นเอง สีต้องจางลงเรื่อยๆ  ปริมาณต้องน้อยลง สำหรับบางคนอาจจะกินเวลา 3-7 วัน แต่ไม่ควรเกิน 10 วัน


เพราะหาก ว่าเป็นอะไรขึ้นมาไม่ว่าจะรกค้าง ตกเลือด แผลอักเสบ มดลูกอักเสบ อาการก็ไม่หนีสี่ข้อนี้ แน่ๆ ดังนั้นพยาบาลจึงเข้ามาเช็คอุณหภูมิ และความดันของแม่ ตลอดทุกๆ สามชั่วโมงในสองวันที่อยู่ที่โรงพยาบาล  

ระยะหลังคลอด...ที่บ้าน

เมื่อกลับมาบ้านแล้ว แม่ต้องเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเองแม่ไม่เคยกลัวว่าแม่จะเลี้ยงลูกไม่ได้ เพราะแม่เชื่อในสัญชาตญาณของความเป็นแม่จะช่วยให้แม่สามารถผ่านพ้นระยะนี้ไปได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริงๆ แม่ภูมิใจในตัวเองมากที่สุด แม่เชื่อว่า การเลี้ยงลูกก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง บางคนก็อาจจะทำได้ดี บางคนก็อาจจะทำไม่ได้เรื่อง เหมือนการลองผิดลองถูก แต่แม่ก็เชื่อว่า แม่ทุกคนก็อยากให้ลูกได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด แม่อ่านหนังสือเยอะมาก และหนังสือการดูแล เหล่านั้นก็ช่วยให้แม่เลี้ยงลูกได้อย่างมั่นใจ และยังให้แม่เข้าใจในพัฒนาการต่างๆ ของลูก ความผิดปกติของลูก หมอยังชมแม่หลายๆ ครั้งเมื่อเอาลูกไปพบหมอว่า แม่มีความเข้าใจ เกี่ยวกับการพัฒนาการของลูกได้ดี ซึ่งแม่เองก็ภูมิใจตัวเองไม่ใช่น้อย สำหรับการเลี้ยงลูกคนเดียวในต่างแดนเช่นนี้

การดูแลสุขภาพโดยทั่วไปของแม่ แม่ให้ความสำคัญอันดับหนึ่ง เพราะแม่ให้นมลูก  แม่ทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าครบถ้วน อาหารที่ดีในระยะหลังคลอดก็ควรเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง รวมทั้งผักสด ผลไม้ต่างๆ รวมทั้งควรดื่มน้ำด้วย เพราะ การให้นม จะทำให้แม่หิวน้ำมากๆ ของที่ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างที่แม่ให้นมลูก ก็มีไม่กี่อย่าง  เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งหลาย รวมทั้งผักที่มีกลิ่นแรงๆ เช่น  ผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่าย บล๊อกเคอรี่ กระหล่ำปลี เพราะจะทำให้น้ำนมมีกลิ่น และมีแก๊สทำให้ลูกปวดท้องได้

วันสองวันแรกหลังคลอดแม่ ยังไม่มีน้ำนมไหลออกมาเนื่องจากแม่ ผ่าตัด และ ทานยาแก้หวัด แต่โดยปกติแล้ว แม่ที่คลอดเองหรือผ่าตัดจะมีนม ออกมาในช่วง 1-2 วันหลังคลอดหรือ 3-4 วันสำหรับแม่ผ่าตัด  เทคนิคสำคัญคือ พยายามให้ลูกได้ดูดนมจากอกแม่บ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 6 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 15 นาที สลับกันทั้งสองข้าง ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง นมก็จะเริ่มคัดและมีน้ำนมไหลมาเอง แต่บางคนก็อาจจะมาช้ากว่านี้ก็ได้ คือแม่นั่นเอง น้ำนมที่ออกมาในช่วงแรกๆ จะมีลักษณะเป็นสีเหลืองใสๆ คล้ายน้ำเหลือง อันนี้เป็นน้ำนมที่มีความสำคัญมาก เรียกว่า “Colostrum” หรือนมน้ำเหลือง ที่จะมี “ภูมิต้านทาน” ของแม่ถ่ายทอดไปให้ลูก น้ำนมนี้จะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ดี นมน้ำเหลืองนี้จะมีอยู่ในช่วง 5 วันแรก แล้วก็จะขุ่นขาวขึ้นจนกลายเป็นน้ำนมปกติ

ช่วงที่กำลังนมคัด นั่นก็แปลว่านมแม่เริ่มหนัก แม่จะระวังช่วงนี้มาก แม่จะยกทรงที่อุ้มกระชับรับน้ำหนักได้ดีเอาไว้เสมอ หากไม่ใส่อะไรเดินโทงเทงทั้งวัน อีกไม่กี่เดือนมันก็จะย้วยยาวกวาดถนนได้แน่ๆ อย่างที่แม่หลายๆคนทำกัน สำหรับแม่ แม่ให้ความสำคัญในการดูแลป้องกันดีกว่ามาแก้ หากยานไปแล้วก็ไม่มียากินให้หดกลับเข้าที่ ใส่ยกทรงแบบเปิดฝาหน้าได้ ลงทุนไม่เท่าไร รับรองคุ้มค่า เพราะแม่ไม่ย้วยจริงๆ

ยา...หลังคลอด

โดยปกติในระยะหลังคลอด หมอจะให้ ยาแก้อักเสบและ ยาแก้ปวด และแม่ก็ทานพรีเนตัลไวตามินไปจนหย่านมลูกเลย เนื่องจากการให้นมแม่ จะเสียไวตามิน และแคลเซียมไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นระหว่างการให้นมลูก ก็ต้องรักษาตัวเอง เหมือนกับการตั้งท้อง สำหรับแม่นะ แต่ยา แก้ธัยรอยด์ที่แม่รับไป หมอบอกว่าปลอดภัยสำหรับการให้นมลูก และแม่ให้นมลูกควรจะต้องระมัดระวังในการทานยาแต่ละชนิด เพราะแม่ทานยาอะไรไปลูกจะรับด้วยเช่นกัน เพราะยาบางชนิดจะผ่านสู่น้ำนมถึงลูกได้

แม่อ่านเจอว่า แม่บางคนอาจจะ มีอาการท้องผูกในช่วงหลังคลอด ซึ่งอาจเกิดจากเจ็บแผลฝีเย็บ เลยไม่กล้าเบ่งเวลาถ่าย หรือจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอก็ได้  ดังนั้นในระยะหลังคลอดแม่ก็ควรดื่มน้ำให้มาก รับประทานผักสด ผลไม้ อาหารมีกากให้เพียงพอ  แต่แม่ไม่มีปัญหานั่น แม่อ่านเยอะมาก ในการเตรียมตัวหลังคลอด ว่าแม่ต้องทำอย่างไร แต่โดยระบบธรรมชาติมันจะบอกเองว่า ต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพราะการให้นมลูก ทำให้หิวน้ำมากกว่าปกติมากๆ

การตรวจหลังคลอด

ของแม่ หมอนัดตรวจ 6 สัปดาห์หลังคลอด  ในแต่ละวันที่แม่สาละวนดูแลลูก แม่ไม่รู้สึกว่า ร่างกายแม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย พุงยังห้อยๆ อยู่บ้าง และหน้าอกก็ใหญ่โอฬารเหลือเกิน แต่การที่กลับไปหาหมอทำให้แม่รู้ได้ว่า สภาพร่างกายภายใจของแม่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือไม่เช่นว่า หมอจะ ดูว่าแผลฝีเย็บหรือแผลผ่าตัด มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถามเรื่องน้ำคาวปลา ตกขาว และตรวจเช็คว่าปากมดลูกปิดแล้วหรือยัง รวมทั้งตรวจหามะเร็งปากมดลูกด้วยเลยในคราวเดียวกัน แล้วก็จะดูว่ามดลูกหดเล็กลงเข้าที่ดีแล้วหรือยัง มีเจ็บมีอักเสบตรงไหนผิดปกติหรือเปล่า  

     Share

<< 34 Weeks mommy diary35 Weeks mommy diary >>

Posted on Sun 2 Mar 2008 1:32


My life and my heart
How are thing going??
Well infant
When minor has a major mess
2 Months to 3 months old development milestone
Do Vaccines Cause Autism?
When only I learn from you
Wonderful time together
4 weeks checked up
1 Months old infant development
4 Weeks old little girl
Pregnancy hurts
37 Weeks mommy diary
36 Weeks mommy diary
Right way to Nurse
Benefits of breastfeeding III
Benefits of breastfeeding II
Benefits of breastfeeding
35 Weeks mommy diary
Body after labour
34 Weeks mommy diary
33 Weeks mommy diary
Postpartum : the first week
32 Weeks mommy diary
Does it necessary ?
31 Weeks mommy diary
30 wks +4 ds OB visited
30 Weeks mommy diary
29 Weeks mommy diary
Autistic issue
28 Weeks mommy diary
My life with you
4 years old milestone
27 Weeks mommy diary
when you were sick
26 weeks mommy diary
The first month
Sex during pregnancy
25 weeks mommy diary