Benefits of breastfeeding II

 

ลูกรักของแม่

 

วันนี้แม่มาบันทึกเกี่ยวกับการให้นม และ ประโยชน์ของนมแม่ ต่อจาก หน้าที่แล้วนะลูก แม่อ่านตำรา เกี่ยวกับการให้นมแม่มากพอสมควร เนื่องจากแม่เป็นคนมีปัญหาในการให้นม นอกจากนั้นแม่ยังได้รับการดูแลอย่างดี จาก ผู้เชี่ยวชาญการให้นม แม่เลยอยากมาบันทึกไว้ เพราะอีกไม่นาน แม่ก็จะได้ให้นมกับ ลูกคนที่สองของแม่อีกครั้ง แม่รู้ว่า ความสุข แห่งการให้นมเป็นอย่างไร แต่อีกครั้งแม่เองก็ไม่เคยลืม ความลำบากในการให้นมของแม่เลยเหมือนกัน แต่ แม่ยินดีจะทำเพราะแม่รู้ว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่านมแม่สำหรับทารกแรกเกิดไปจนถึง 6 เดือนแรก ดังนั้น แม่เป็นแม่ของลูก แม่จะทนให้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกไม่ได้ ได้อย่างไรกัน

 

แม่หลังคลอดลูกจะอ่อนเพลียและน้ำนมยังไม่ค่อยมี เนื่องจากเสียเลือดและน้ำบางส่วนไปในระหว่างการคลอด ทำให้การผลิตทางธรรมชาติไม่ทัน ทำให้ แม่บางคนเกิดความเข้าใจผิดว่าตัวเองไม่มีน้ำนมหรือมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของทารก ((อันนี้ แม่ได้ยินจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องการให้นมแนะนำกับแม่มา)) ทำให้แม่บางคน ขอทางโรงพยาบาลให้นมผสมแก่เด็กทารก ในวันที่สอง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรรีบร้อนให้ เพราะร่างกายของเด็กกำลังเกิดการปรับตัวเอง เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่จากชีวิตที่อาศัยร่างกายของแม่ไม่ต้องหิว เพราะอาหารส่งมาให้ตลอดเวลา มาเป็นชีวิตอยู่ในโลกใบใหญ่ ตัวเด็กเองก็ไม่อยากกินนมจนกว่า การเปลี่ยนแปลงในร่างกายจะสมบูรณ์

แม่อ่านเจอว่า ทารกได้สะสมอาหารและไขมัน ไว้มากพอขณะที่อยู่ในท้องของแม่ เพราะฉะนั้น ไม่ได้รับนมแม่สองวันหรือสามวันก็ไม่เป็นไร  แต่ทารกอาจร้องบ้างเป็นบางครั้งเพราะคอแห้งพยาบาลอาจจะให้น้ำ ผสมน้ำตาลบ้างนิดหน่อย .......แต่มีเด็กบางคน ที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อให้นมวันแรกก็สามารถดูดได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สำหรับเด็กประเภทนี้ให้นมได้เลย ซึ่งไม่ใช่ลูกของแม่ เพราะกว่า ลูกจะปรับตัว กว่าจะดูดนมแม่เป็นก็เกือบสองอาทิตย์ และกว่าจะยอมดูดจากเต้าอย่างเดียวก็เกือบสามเดือน ซึ่งแม่ไม่มีปัญหาในการปั๊มเก็บให้ลูกเลย แม่ยินดีทำ


แต่แม่อ่านเจอและได้ศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญการให้นม แล้วพบว่า เด็กทารกส่วนใหญ่ ถึงแม้นมแม่จะไหลดีตั้งแต่วันแรก ก็จะดูดได้เพียงแต่น้อยราวๆ 1/3 ออนซ์ หรือราวๆ  10 ซีซี  ซึ่งเป็นการปรับตัวอย่างช้าๆ ของเด็ก ดีกว่าการให้นมผสมซึ่ง จะมีสูตรวัดว่าเด็กน้ำหนัก 1 ปอนด์ ต่อ น้ำนม 30 ซีซี หรือ 1 ออนซ์ /วัน ดังนั้น ในระยะนี้ ยังไม่มีความจำเป็นมากนัก

น้ำนมเหลืองหรือ “Colostrums”  คือน้ำนมของแม่จะผลิตในช่วงระยะ แรก ซึ่งมีสีออกเหลือง การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและมีการตีพิมพ์ในหนังสือ เกี่ยวกับการแพทย์ ((แม่จำชื่อหนังสือไม่ได้)) คิดว่าจาก หนังสือ ฮาเวิร์ดเมดิคัล บอกว่า จะช่วยเพิ่ม Lactobacillus  ซึ่งมีประโยชน์ในลำไส้ของเด็ก และลดปริมาณแบคทีเรีย E.Coli ซึ่งเป็นซึ่งมีอันตรายลงได้  พร้อมยังมีภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ** แม่จะมาบันทึกเพิ่มในตอนต่อไป นอกจากนี้แล้ว ป้องกันภูมิแพ้โดยนมแม่จะเคลือบลำไส้ของเด็กทำให้การดูดซึมดีขึ้น และ ลดอัตราการเกิดภูมิแพ้ได้ดีขึ้นกว่าเด็กที่ได้รับ นมผสม เมื่อเด็กได้รับนมแม่อย่างเดียวตลอด 6 เดือน นอกจากนั้นแล้ว สารเคมี ตัวสำคัญคือ Gamma Globulin G ซึ่งทำหน้าที่ระงับการขยายตัวของเชื้อโรค ในร่างกาย จะมีมากในนมเหลือง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กได้รับนมแม่ ค่อนข้างดี นอกจากนี้แล้วยังมีโปรตีนซึ่งมีธาตุเหล็กที่เรียกว่า Transferin ซึ่งเป็นตัวช่วยนำธาตุเหล็กไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดง และสารเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในนมผสมไม่ว่า ทางผู้ผลิตจะเพียรพยามทำให้เทียบเท่านมแม่แล้วก็ตาม ดังนั้น การให้นมในช่วงแรก โดยเฉพาะนม เหลืองแก่เด็กทารกจะช่วย สร้างภูมิคุ้มกันป้องกันเชื้อโรคขึ้นในลำไส้


เมื่อเปรียบเทียบจากงานวิจัยแล้ว ลูกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ กับลูกที่เลี้ยงด้วยนมผสมแล้ว ปรากฏว่าในลำไส้ของเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสม มีแบคทีเรีย E.Coli  มากกว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่ หลายพันหลายหมื่นเท่า จึงเป็นเหตุผลอธิบายว่า เหตุใด เด็กดื่มนมผสมจึงท้องเสีย หรือ มีภาวะ ระบบขับถ่ายค่อนข้างมีปัญหามากกว่าเด็กนมแม่


สำหรับแม่แรกคลอดในช่วงสัปดาห์แรกน้ำนมยังผลิตได้ไม่มาก เด็กยังไม่ทานอาหาร เพราะยังเคยชินกับการได้รับอาหารทางสายสะดือ ดังนั้น น้ำหนักของเด็กจึงมักจะลดลงกว่าเมื่อแรกเกิดเล็กน้อย คือราว 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแรกเกิด ดังนั้นไม่เกี่ยวกับว่า นมแม่น้อยแล้วต้องได้รับนมผสม

การที่จะตัดสินใจว่านมแม่พอหรือไม่นั้น ไม่ใช่ทำได้ง่ายนัก ถึงแม้เต้านมจะมีขนาดใหญ่ ก็ไม่แน่ว่าจะมีน้ำนมมาก  เพราะขนาดของเต้าไม่ได้ เป็นตัวดัชนีวันปริมาณของน้ำนม นมจะผลิตได้มากหรือน้อยมีหลายปัจจัย ตั้งแต่การดูดกระตุ้นของทารก การทานอาหารดีมีประโยชน์และพอเพียงของแม่เองด้วย

 

ในช่วงแรก จะมีเกณท์การ วัดปริมาณนมแม่ว่าเด็กได้รับเพียงพอหรือไม่ โดยวัดน้ำหนักเด็กด้วย เครื่องวัดอย่างละเอียด จะเห็นว่าส่วนใหญ่ปริมาณนมที่ออกแต่ละครั้ง อย่างมากก็แค่ 50 ซี.ซี. และแม่ปั๊มก็จะได้ราวๆ 50 ซีซี อาจจะเป็นบางวันนานๆ ครั้งจะได้มากถึง 90 ซีซีเลยก็มี แต่น้อยมาก ดังนั้น ปริมาณการผลิตทางธรรมชาติ และการดูด จะเป็นตัวกำหนดปริมาณการดื่มและการได้รับนมของลูก เอง

แม่ตอนที่อยู่โรงพยาบาลเห็นพยาบาลชงนมให้กับเด็กแรกเกิด จากขวดครั้งละ  60-90 ซี.ซี.  แม่ยังตกใจเลยว่า เยอะขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะก่อนหน้านั้นแม่อ่านเจอว่า กระเพาะอาหารของลูกเมื่อแรกเกิด ใหญ่เท่ากำปั้นของลูกเท่านั้นเอง

 

การให้นมแม่ ผลงานวิจัยยืนยันว่าเด็กจะสามารถปรับเปลี่ยนการทานอาหารได้ง่ายและไม่ติดรสชาดหวานเพราะนมผสมนั้น เด็กดูดแล้วเด็กจะติดใจ เพราะดูดง่ายไม่ได้รับการพัฒนากล้ามเนื้อตรงกราม และ ลิ้น แค่อ้าปากนมก็ไหลสบายๆ เสียแล้ว นอกจากนั้น นมผสมยังมี รสหวาน มัน เนื่องจากมีน้ำตาลผสมอยู่ ทั้งหัวนมยางก็ดูดง่ายกว่าหัวนมแม่ ทำให้เด็กไม่อยากดูดนมแม่ นั่นคือเหตุผลอธิบายว่าทำไมเด็กไม่ยอมดูดนมแม่เมื่อได้รับนมขวด และ เมื่อเด็กได้รับนมแม่นานๆ ก็จะไม่อยากดูดนมขวด


ตอนแม่ไปอธิบายเกี่ยวกับการให้นมแม่ มีแม่หลายคนถามว่า วิธีทำให้มีน้ำนมมากทำอย่างไร สำหรับแม่คือ
การให้ลูกดูดกระตุ้นบ่อยๆ เพราะแม่พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่า ในระยะแรก ไม่มีแม่คนไหนที่มีน้ำนมมาก ได้เลย ต้องค่อยๆมากันทั้งนั้น แม่ให้ลูกกระตุ้นและ ปั๊มด้วยเครื่องปั๊มแบบ Hospital grade ทำให้นมแม่ผลิตได้ดีขึ้นและมีปริมาณมาก เกินต้องการ ((แม่บันทึกเช่นนี้เพราะแม่มีเก็บไว้ในตู้เย็นมากกว่า 40 ลิตรในระยะเวลา 6 เดือน))


เพราะโดยธรรมชาติ วันที่สามที่สี่หลังคลอด เต้านมจะคัดแข็งขึ้นมา และอาจมีก้อนแข็งที่เต้านมได้ ในระยะนี้จะต้องรู้วิธี นวดเต้านม โดยให้ผู้เชี่ยวชาญหรือพยาบาลสอนแนะนำวิธี การนวดเต้านม เพื่อการเร่งให้นมไหล หรืออาจจะใช้ ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น ประคบเต้านมประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นก็เริ่มนวดโดยเลี่ยงจุดที่แข็งเป็นก้อน วิธีนวด ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับเต้านม แล้วรูดมือเบา ๆ จากฐานถึงหัวนม ต้องอย่าให้รู้สึกเจ็บ เพราะถ้ารู้สึกเจ็บ จะเกิดปฏิกิริยาทำให้ผลิตน้ำนมได้น้อยลง การนวดเต้านมทำให้แม่รู้สึกสบายขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากขึ้น หรือ หากง่ายๆที่สุดเลยคือ อาบน้ำอุ่นจัด แล้วก็นวดเต้านมวนๆ จากฐานถึงเต้านม ก็จะเร่งการผลิตนม ทำให้น้ำนมไหลง่ายเช่นกัน

วิธีทำให้มีน้ำนมมากอีกอย่างหนึ่ง ที่ทางการแพทย์รับรอง คือ การทานอาหารที่มีประโยชน์ให้พอเพียง ต่อความต้องการของร่างกาย และ แม่ที่ให้นมลูก ต้องการแคลอรี่มากกว่าเดิม ถึง 500 กิโลแคลอรี่ดังนั้นไม่ต้องกลัวอ้วนทานไปได้เลย เพราะ เป็นระบบธรรมชาติร่างกายจะเผาผลาญ และร่างกายจะเข้าที่เอง นอกจากนี้แล้ว แม่ควรจะได้รับแคลเซียมเสริม เพราะ การให้นมลูก ทำให้สูญเสียแคลเซียมเช่นกัน ดื่มน้ำเยอะๆ ยิ่งไปกว่านั้น ความสบายใจ ของแม่ ความสุขของแม่ มีผลต่อการผลิตน้ำนมเช่นกัน แม่ยืนยัน เพราะแม่เคยรู้ตัวว่า หากวันไหนแม่ ว้าวุ่น หงุดหงิด คิดมาก ร่างกายของแม่จะผลิตน้ำนมได้น้อยลง เพราะในช่วงสามเดือนแรก แม่ปั๊มและจดบันทึกการผลิตไว้แม่เห็นได้ชัดเจน

ตอนที่อยู่โรงพยาบาล พยาบาลจะเอาลูกมาให้ ดูดกระตุ้นน้ำนม ทุกๆ สามชั่วโมง แต่เด็กนมแม่บางคนยังไม่อยาก หรือยังนอนหลับอยู่เราก็ยังสามารถขยับเวลาได้บ้าง ไม่ใช่ว่าต้อง 3 ชั่วโมงตลอดเวลา แต่ สำหรับเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสม จะ สามารถวัด ปริมาณนมในขวดได้ เนื่องจาก ให้เท่ากันทุกครั้ง เด็กก็ย่อมจะคุ้นเคยกับการได้รับนมเป็นเวลา แต่สำหรับเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่นั้น ปริมาณของนมแม่อาจไม่เท่ากันทุกครั้ง ปริมาณที่เด็กดูดแต่ละครั้งก็ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในระยะเดือนแรก เมื่อปริมาณนมให้ท้องแต่ละครั้งไม่เท่ากัน เด็กจะร้องหิวเมื่อเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมงให้หลัง หรือบางครั้งอาจจะอยู่ถึง3 ชั่วโมงเลยก็เป็นไปได้ ดังนั้นแม่ที่เลือกนมผสมบางคนเลยเลือกวิธีที่จะเหนื่อยน้อยได้พักมาก โดยให้นมผสม หรือ ให้นมแม่สลับนมผสมไปก็มีในช่วงนี้


สำหรับแม่ แม่ให้นมลูก ในระยะเดือนแรก ตอนกลางวัน แม่ให้นมลูกทุก 2 ชั่วโมง เพราะอีกชั่วโมงต่อมา แม่จะปั๊มเก็บไว้ เมื่อย่างเข้าเดือนที่สอง ปริมาณนมแม่จะเพิ่มขึ้นและลูกดูดนมได้มากขึ้น ระยะเวลาให้นมก็จะค่อย ๆ ห่างขึ้น เป็น 3 ชั่วโมง แทน แล้วหลังจากนั้นแม่ก็จะปั๊มเก็บไว้อีก หรือบางทีก็จะปั๊มก่อนล่วงหน้านิดหน่อย
ใน ระยะ 1-3  เดือนของลูก แม่เหนื่อยมากเพราะต้องปั๊มนมด้วย ฝึกลูกให้ดูดจากเต้าด้วย  แต่แม่ก็มีความสุข  สุขที่เห็นลูกสุขภาพดี นมแม่ก็เริ่มมีมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ แม่หลายคนถามว่า จำเป็นต้องให้นมลูกทุกครั้งที่ร้องหรือไม่ ไม่จำเป็นเลย เพราะเด็กร้องไม่ได้มีเหตุผลแค่หิวอย่างเดียว มีหลายปัจจัย เบสิค พื้นฐานง่ายๆคือ ต้องเช็คก่อนเลยว่า

 

1. ผ้าอ้อมเปียกหรือไม่  เด็กอาจร้องเพราะรำคาญ และจะหยุดร้องเมื่อแม่เปลี่ยนให้

 

2. นิสัยของเด็ก เด็กประเภทนี้จะร้องทั้ง ๆ ที่ยังอิ่มอยู่ พออุ้มก็เงียบ แม่บางคนกลัวว่า อุ้มบ่อย ๆ แล้วเด็กจะติด
และต้องอุ้มอยู่เรื่อย ๆ แต่ถ้าแก้ด้วยวิธีอื่นเช่นนั่งร้องเพลง ส่งเสียงให้ได้ยิน ลูบหน้า ลูบท้อง แล้วไม่เงียบ แม่ก็ควรจะอุ้ม เพราะดีกว่าปล่อยให้เด็กร้องแบบ หมดความมั่นใจว่า แม่ไปไหน เพราะ ช่วงชีวิตในวัยนี้ แม่คือแหล่งอาหารและแหล่งความปลอดภัย การอุ้มลูกไม่ผิดอะไร นอกจากความอบอุ่นที่มีให้แก่กัน


นอกจากสองกรณีข้างต้นแล้ว สำหรับเด็กแรกเกิดไปจนถึง 2 สัปดาห์ ถ้าร้อง ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า คงจะหิว คุณไม่ต้องกลัวว่าถ้าให้นมลูก ทุกครั้งที่ร้องแล้ว เด็กจะกินนมมากเกินไป เพราะนมแม่นั้นอาจจะมีไม่พอ คือปล่อยให้ลูกเป็นฝ่ายกำหนดเวลา และปริมาณที่ดูดเอง หลังจากนั้นนมแม่มีมากขึ้น ระยะเวลาการให้นมก็จะห่างมากขึ้น


วิธีให้นมตามธรรมชาตินั้น  มีความสุขกว่าการให้ตามตารางเวลา เพราะเด็กไม่ต้องถูกปลุกเมื่อถึงเวลาให้นม
ทั้ง ๆ ที่เพิ่งหลับหรือกำลังหลับสบาย แม่ไม่เคยปลุกลูกเลยทั้งๆ ที่บางตำราบอกว่าควรจะปลุกให้ลูกมาดื่มนม แม่เชื่อเรื่องธรรมชาติมากกว่า ว่า หิวลูกก็ตื่น ยกเว้นเสียว่า เด็กมีอาการผิดปกติคือนอนตลอดเวลาหรือมีปฏิกริยาที่แม่เห็นแล้วรู้สึกว่า นอนมากกว่า ทำกิจกรรมอย่างอื่นกับแม่ อย่างนี้ต้องรีบพบแพทย์

 

แต่แม่ก็อ่านเจออีกว่า การให้นมทุกครั้งที่ลูกร้องนั้นมีข้อไม่ดีเช่นกันคือ  ในกรณีที่นมแม่ไม่พอ คือ แม่ต้องให้ทุกชั่วโมงหรือชั่วโมงครึ่ง ทำให้แม่ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน เมื่อพักผ่อนไม่พอ ร่างกายก็จะผลิตนมได้น้อยลงไปอีก ทำให้เด็กได้รับ นมได้น้อยลงและยิ่งร้องบ่อยขึ้น


ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อนมไม่ค่อยพอ ต้องให้บ่อย ๆ หัวนมอาจจะเป็นแตกแห้งได้ ทำให้ไม่สามารถให้นมได้เนื่องจากเจ็บมากๆ


สำหรับแม่ที่มีน้ำนมน้อย หลังจากพยายามให้นมลูกอยู่พักหนึ่ง มักจะต้องหยุดให้ด้วยสาเหตุสองประการข้างต้น แม้แต่แม่ที่มีน้ำนมมากในตอนหลังแม่ก็ยังจำได้ว่า ในช่วงสองสัปดาห์แรกแม่ต้องให้นมลูก เกือบทุกสองชั่วโมงเหมือนกัน แต่แม่ก็ พยายามยืด ระยะเวลาระหว่างการให้นม ให้ห่างเกินสองชั่วโมงขึ้นไป โดยการเล่นกับลูก เอาลูกดูของเล่นหรือนอนอาบแดด แล้วก็พูดคุยกับลูกไปเรื่อยๆ นมแม่ก็เริ่มผลิตมากขึ้น

วิธีให้ลูกดูดนม ตอนที่แม่ยังใหม่ไม่เคยให้นมลูกดูด แม่จะให้ลูกดูดเฉพาะตรงหัวนม เจ็บจริงๆ นั่นคือวิธีที่ผิด ต่อมาผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมแนะนำแม่และอุ้มลูกให้ลูกอ้าปากกว้างก่อนโดยการใช้นิ้วก้อย ในมือที่ว่าง แตะริมฝีปากล่างของลูกตรงมุมให้ลูกอ้าปาก จากนั้นให้ลูก ดูดถึงส่วนที่เป็นสีคล้ำรอบ ๆ หัวนม เมื่อลูก อ้าปาก แม่ก็จะใช้มือประคองเต้านมแล้วใส่เข้าไปในปาก ให้ลึกเต็มปาก เนื่องจากแม่ต้องใช้มือประคองเต้านมเวลาให้นม ถ้าแม่ยังไม่ได้อาบน้ำ ควรเช็ดเต้านมให้สะอาดเสียก่อน เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ปากลูก แต่ถ้าอาบน้ำแล้วและควรใส่เสื้อชั้นในที่สะอาดอยู่เสมอ ก็ไม่จำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดบริเวณเต้านมทุกครั้งที่ให้ เพราะหัวนมนั้นแตกเป็นแผลได้ง่าย แม่ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณหัวนมเบา ๆ และใช้นมแม่ทาบาง ๆ หรือบางครั้งหากแม่เจ็บมาก แม่จะใช้ครีม ทาที่หัวนมโดยเฉพาะก็ช่วยได้มากเช่นกัน


เวลาให้นม ควรให้ในท่านั่ง ไม่ควรนอนให้นมจนกว่าเด็กจะอายุเกิน 3 เดือน เพราะเวลาให้แม่ แม่จะรู้สึกสบายแล้วเผลอหลับไป เกิดอุบัติเหตุเต้านมอาจทับจมูกเด็กจนหายใจไม่ออกได้ หรือทำให้เต้านมแม่คล้อยหย่อนยานได้เช่นกัน เมื่อเด็กอายุได้ 4 เดือนแล้ว แม่อาจนอนให้นมได้ เพราะถ้าแม่เผลอหลับนมไปทับจมูกเด็ก เด็กจะดิ้นจนทำให้แม่รู้สึกตัว ได้ อันนี้แม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญการให้นมมาแบบนี้

สำหรับเด็กที่แหวะนม บ่อยๆ ไม่ว่าจะให้ในท่าใดก็ตาม หลังให้นมแม่ควรจะต้องอุ้มเด็กขึ้น ให้หลังของเด็กตรงเพื่อให้เรอออกมา เพราะเวลาเด็กดูดนมจะดูดเอาอากาศเข้าไปด้วยบางส่วน เมื่ออากาศเข้าไปอยู่เต็มกระเพาะ ถ้าเด็กเรอในท่านอน นมที่กินเข้าไปด้วยจะไหลออกมาด้วย ดังนั้นหลังจากให้นม จึงต้องจับตัวเด็กให้ตรงตั้งได้ฉาก แล้วลูบหลังเด็กเบา ๆ จะได้เรอเอาแต่ลมออกมา หรือจับเด็กนอนคว่ำให้หน้าท้องทาบไปกับตักแม่แล้วลูบหลัง เด็กก็จะเรอออกมาได้เช่นกัน และป้องกันแก๊สในท้องได้ดี แต่มีเด็กหลายคนที่ถึงแม้จะไม่จับเรอ ก็ไม่แหวะนมเลย เรื่องนี้จะเป็นปัญหา สำหรับเด็กที่แหวะนมบ่อย ๆ เท่านั้น

เด็กรับนมแม่ หากไม่อึวันหรือสองวัน เป็นเรื่องปกติไม่เกี่ยวกับว่า เพราะนมไม่พอ แต่เป็นเพราะน้ำนมแม่ย่อยจนหมด และ ถึงแม้เด็กจะอึน้อยลง ผ้าอ้อมยังเปียกดี เด็กนอนหลับดีหลังให้นม ตอนกลางคืนก็ไม่ร้องกวน ไม่มีไข้ และนมแม่คัดดีแล้วละก็ แสดงว่านมพอ ถ้ายังไม่แน่ใจลองชั่งน้ำหนักดู ถ้าน้ำหนักขึ้นวันละ 20-30 กรัม ก็ถือว่า อยู่ในเกณท์ที่ดีมาก การจะฟังเสียงร้องของเด็ก ว่าร้องเพราะนมไม่พอจริง ๆ หรือเปล่านั้น ต้องพึ่งผู้ชำนาญ โดยทั่วไปแล้ว เด็กได้รับนมเพียงพอ จะเริ่มมีเนื้อหนัง มีผิวหนังสีสันสดใส ปากแดง เหงือกแดง เปลือกตาด้านในสีชมพู ดูสุขภาพดี

ในกรณีที่นมแม่ไม่พอ แต่หากตั้งใจจริงว่า จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลัก ก็ไม่ควรใช้วิธีให้นมวัวตามทุกครั้ง
หลังจากให้นมแม่ เพราะถ้าใช้วิธีนี้ แม่จะไม่ตั้งใจให้นมแม่แก่ลูกเท่าที่ควร เพราะคิดว่ายังไง เดี๋ยวนมไม่พอเราก็ให้นมผสมกับลูกได้ และเมื่อแม่ไม่พยายามเต็มที่ นมแม่ก็จะไม่ค่อยไหล และจะแห้งไปเองโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นการทำงานด้วยระบบธรรมชาตินั่นเอง

 

     Share

<< Benefits of breastfeedingBenefits of breastfeeding III >>

Posted on Wed 12 Mar 2008 0:10


Letter to my angel
3 months old can do
3 Months old girl
My life and my heart
How are thing going??
Well infant
When minor has a major mess
2 Months to 3 months old development milestone
Do Vaccines Cause Autism?
When only I learn from you
Wonderful time together
4 weeks checked up
1 Months old infant development
4 Weeks old little girl
Pregnancy hurts
37 Weeks mommy diary
36 Weeks mommy diary
Right way to Nurse
Benefits of breastfeeding III
Benefits of breastfeeding II
Benefits of breastfeeding
35 Weeks mommy diary
Body after labour
34 Weeks mommy diary
33 Weeks mommy diary
Postpartum : the first week
32 Weeks mommy diary
Does it necessary ?
31 Weeks mommy diary
30 wks +4 ds OB visited
30 Weeks mommy diary
29 Weeks mommy diary
Autistic issue
28 Weeks mommy diary
My life with you
4 years old milestone
27 Weeks mommy diary
when you were sick
26 weeks mommy diary