When minor has a major mess

 

 

เด็กชายคนเก่งของแม่

 

อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ เป็นอาทิตย์ที่ เหนื่อยสำหรับลูกมาก แม่เข้าใจดี เพราะหน้าตาของลูกแม่ ดูโรยเชียว เพราะลูกมีอาการท้องเสียตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 8 ที่ผ่านมา เริ่มแต่เช้าลูกตื่นมาด้วยอาการปกติดี พอเข้าห้องน้ำแม่ได้ยินเสียง ท้องเสีย แม่ยังบอกแดดดี้ว่า สงสัยจะเรื่องใหญ่อีกแน่ๆ เพราะปกติลูกจะแข็งแรงมาก และแม่ก็ถูกต้อง พอสายๆ ลูกเริ่มออกอาการปวดท้อง และ ไม่ซุกซนเหมือนเก่า เริ่มนอนขด แล้วร้องหาแม่ แล้วบอกแม่ว่า ลูกปวดท้องมาก แม่เลยตัดสินใจเอาลูกไปห้องฉุกเฉิน หมอตรวจ แล้วบอกว่า ลูกเป็นหูอักเสบ เลยให้ยาแก้อักเสบมา แม่ก็งง ถามหมอว่า แน่ใจหรือ เพราะ ลูกไม่ได้บ่นเกี่ยวกับอาการหู แต่อย่างใดไม่เจ็บไม่รำคาญหรือจับหูให้แม่เห็นเลยซักนิด หมอบอกว่า อาการติดเชื้อทางหู เป็นไปได้คือ ลงผ่าน หู ตา คอ จมูก ได้ และ หมอเข้าใจว่า น่าจะเป็นไวรัส แต่หมอให้ยาแก้อักเสบ แม่ก็ถามซ้ำว่า ไวรัส หากให้ยาแก้อักเสบ มันช่วยได้แค่ เบคทีเรีย หมอบอกว่า จะทำให้หูที่อักเสบดีขึ้น แม่ก้ยังไม่ได้ให้ยา คือกะว่ารอ เช้าวันจันทร์อีกรอบจะได้ไปหาหมอเด็กให้กับลูกได้

 

ตกบ่ายลูกของแม่ มีอาการตัวร้อน แม่ก็บอกให้ลูกนอนพัก ซึ่งปกติ ลูกไม่เคยนอนกลางวัน แต่วันนั้นลูกนอน แม่รู้แล้วว่า ลูกคงไม่สบายตัวมากๆ ตกค่ำ อาการไข้เริ่มสูง แม่เลยบอกว่า งั้นลูกมานอนกับแม่เลยแล้วกัน เพราะ แยกห้องลูกกับ น้อง แม่คงดูไม่ทัน เลยเอามานอนเตียงเดียวกับแม่ แยกน้องคนละเตียง ซึ่งปกติน้องนอนแยกเตียงอยู่แล้ว คืนนั้นแม่เช็ค และ เช็ดตัว พร้อมกับสลับให้ยาลูกตลอดเนื่องจากลูกมีไข้ขึ้นสูงมาก 102.4 ดีกรี ซึ่งจัดว่าสูงมาก ซักสองสามชั่วโมงหลังให้ยา ตัวลูกเริ่มไม่ร้อน และ เข้ามา ไม่มีอาการไข้เหลือเลย

 

แต่แม่ไม่วางใจ เพราะวันจันทร์แดดดี้ต้องไปทำงาน ไม่อยู่บ้าน แม่เลยนัดหมอ เราได้ไปหาหมอเด็กกัน Dr. Glick  หมอบอกว่า ลูกติดไวรัสทางเดินอาหาร และหมอให้ยามา สำหรับป้องกัน คลื่นไส้อาเจียน แต่ไม่ได้ให้ยาอื่นใดมาเพราะหมอบอกว่า อาการติดเชื้อเหล่านี้จะทุเลา และจะถูกขจัดออกจากร่างกายไปด้วยตัวเอง แต่ต้องใช้ระยะเวลา ราวๆ 7-10 วัน แต่หมอชมลูกว่า ลูกเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรงมาก เนื่องจาก อาการไข้สามารถหายไปได้ภายใน 12 ชม เพราะหมอบอกว่าโดยปกติ เด็กติดเชื้อไวรัสทางเดินอาหารจะมีไข้ 24-72 ชม แล้วจะหายไปแต่อาการท้องเสียจะมี และเตือนให้แม่ระวังเพราะ มันจะติดโดยง่าย แม่ก็ระมัดระวังอย่างที่สุดโดยการล้างมือ วันละหลายๆ รอบๆ ทุกๆ ครั้งทีทำความสะอาดให้ลูก และ พยายามจัดอาหารให้ถูกต้อง ให้กับลูกแต่ลูกเหมือนกับว่าไม่ค่อยพอใจกับอาหารที่แม่ให้เท่าไหร่นัก และ ลูกเองก็ไม่อยากทานด้วย แต่อย่างน้อยลูกก็ยังทำตัวปกติได้ดีขึ้น แม้ว่าลูกจะถ่ายหลายรอบก็ตามที

 

วันอังคารลูกเหมือนจะดีขึ้น ร่าเริงปกติ แต่พอตกบ่าย และค่ำ อาการกลับมาใหม่ ท้องเสียเหมือนเดิม แต่ลูกบ่นปวดท้อง แต่ไม่อาเจียนและลูกไม่ยอมทานอะไรเลย แม้ว่าแม่จะจัดอาหารให้ลูก คือ BRAT ((B –banana , R – Rice , A –Apple sauce and T – Toast)) ซึ่งเป็นอาหารเหมาะกับคนท้องเสีย แม่แม้กระทั่งทำข้าวต้ม หรือ ต้มไก่ ตามคนไทยลูกยังไม่ทาน  แม่เลยตัดสินใจว่า เอาลูกกลับไปหาหมอดีกว่าเผื่อว่า ต้องได้รับน้ำเกลือหรืออย่างไร

 

วันพุธ แม่เอาลูกไปหาหมออีกครั้ง หมอคนใหม่ Dr. Blunk  บอกว่า เป็นปกติสำหรับเด็ก ที่ติดไวรัสในระบบทางเดินอาหารจะมีอาการแบบนี้ แต่หมอจับแล้ว ท้องลูกยังนิ่ม และ ลูกยัง มีน้ำในร่างกายระดับที่ดี เนื่องจากลูก เป็นเด็กที่มีข้อดีคือ ชอบดื่มน้ำไม่ว่าจะอย่างไร แต่ หมอให้แม่พยายามให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ ลูกไม่เอาเลย ให้ดื่มน้ำหวานยิ่งยากเข้าไปใหญ่เพราะลูกของแม่ไม่ใช่เด็กที่ชอบทานของหวาน ขนาดว่าให้ ดูดไอติม ป๊อบซิเคิล ลูกยังไม่อยากจะทำ จนแม่ต้องบอกว่าหากลูกไม่รับอะไรเลย แม่คงต้องเอาไปส่งโรงพยาบาลให้หมอให้น้ำเกลือบ้างดีกว่า ลูกถึงยอม

 

ตกค่ำของวันพุธ ลูกมีอาการทุรนทราย นอนดิ้น หลับไม่สนิท และเริ่มอาเจียน พร้อมกันนั้น บอกว่าปวดท้อง ทำเอาแม่ เครียด และหัวใจแม่ไม่สบายเลย แม่สงสารลุกมาก ได้แต่เช็คลูกตลอดเวลา แม่อยากให้มั่นใจว่า ลูกอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ตลอด แม่ไม่อยากพลาด แม่กลัว กลัวลูกเจ็บ ลูกไม่สบาย แล้วแม่ไม่ได้ดูแล คืนนั้นแม่ไม่ได้นอนเลย แม่กังวล คอยแต่เช็คและจับตัวลูกตลอด ลูกเองก็หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ตื่นมาก็บอกให้แม่กอดลูก แม่เลยกอดแล้วได้แต่บอกลูกว่าไม่เป็นไร แม่อยู่กับลูก ลูกจะไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เป็นอะไร แม่จะทำให้ดีขึ้น และลูกก็หลับไปอีก แม่โทรคุยกับน้านิ้งว่า แม่ควรทำอย่างไรต่อไป เพราะหมอที่นี่ยังไงก็ไม่ให้ยาแน่ๆ น้านิ้งก็บอกมา ซึ่งเป็นวิธีที่แม่ทำกับลูกคือ ให้ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรทอาหารย่อยง่าย  เลี่ยงของมันหรือย่อยยาก น้ำตาล และนม น้านิ้งสอบถามอาการต่างๆ น้านิ้งบอกว่า คงไม่มีปัญหามาก แต่ร่างกายลูกยังเล็กพื้นที่ผิวน้อย อาจจะเสียน้ำง่ายดังนั้นต้องดื่มน้ำเกลือแร่ไว้ หรือน้ำ จะดีมาก และ ให้เช็คอุณหภูมิร่างกายโดยตลอด

 

จนเช้า วันพฤหัส แม่รีบโทรเข้า ออฟฟิศหมอ เจอ Dr. Glick อีกครั้ง ตอนเช้า ลูกหิว ลูกขอแม่ดื่มนม แม่คิดว่า หากให้พีเดียชัวร์เหมือนทุกๆวัน ลูกอาการก็คงเหมือนเดิม แม่เลยคิดอยู่หลายรอบว่าจะให้ลูกอีกดีหรือไม่ หากไม่ให้ลูกก็จะขาดอาหาร แม่เลยคิดไปคิดมา แม่เลยคิดว่า นมแม่นี่ล่ะ ต้องดีที่สุดสำหรับลูก แต่จะให้ลูกดื่มนมแม่ ตรงๆ จากที่แม่ปั๊มไว้ ลูกก็คงไม่เอาเพราะแม่เคยให้ลูกชิม ลูกบอกว่า แหวะ แม่เลยคิดว่า แม่ปั๊มแล้วผสมพีเดียชัวร์ให้ลูกดีกว่า เพราะหากมันดีกับน้องของลูก มันก็ต้องดีกับลำไส้ของลูกด้วยเช่นกัน

 

 หมอเช็คแล้ว บอกว่าลูกน้ำหนักไม่ได้ลดลงมาก ไม่มีไข้ เอคทีฟดี และ ที่สำคัญไม่ขาดน้ำเลย และหมอก็ชมแม่ว่า สามารถดูแลลูกได้ดี ทั้งๆที่ลูก ท้องเสียมา หลายวันมากแล้ว และแนะนำเหมือนเดิมว่าให้ ทำอย่างไร คือให้ลูกดื่มน้ำเยอะๆ ทานอาหารที่ เพลน และ สังเกตอึ และ อาเจียนว่า มีลักษณะแบบไหน หากมีเลือดออกมาต้องรีบนำกลับมาหาหมอทันที หากแค่ถ่ายแบบนี้ถือว่าปกติ หมอก็เลยไปเรียกหัวหน้าหมอมาอีกคน แม่จำชื่อไม่ได้ ก็มาเช็คลูกซ้ำ ตอนแรกแม่ถามหมอว่า ลูกควรจะได้รับการตรวจทางเลปหรือไม่ หมอบอกว่าไม่จำเป็นเพราะหมอตรวจร่างกายและดู กริยาลูกแล้วหมอว่า ยังกระโดดหยอยๆ และ น้ำลาย น้ำตายังเยอะขนาดนี้ ไม่มีปัญหา หน้าตาจะโรยบ้างเพราะ อดนอน กับ อึ เยอะ ให้ปฎิบัติตามที่แม่ทำนั่นแหล่ะดีที่สุดแล้ว และหมอชมแม่อีก ว่า แม่เป็นแม่ที่มีความรุ้ที่เอานมแม่ให้ลูก เพราะการได้รับนมแม่ จะทำให้ระบบย่อยของลูกทำงานได้ง่ายขึ้น ลำไส้เล็กของลูกจะได้รับการเคลือบจากสารในนมแม่ ทำให้ไม่ระคายเคืองมาก แม่ดีใจที่สุด

 

วันนี้วันศุกร์ ลูกถามถึง แดดดี้ว่า เมื่อไหร่จะกลับลูกคิดถึง ทั้งๆที่ลูกได้คุยกับแดดดี้ทุกวัน แต่ลูกยังคิดถึง ลูกถามแม่ว่า แดดดี้รู้ไหมว่าลูกไม่สบาย แม่บอกว่ารู้สิ ก็ลูกบอกด้วยไง ตอนนี้อาการลูกไม่อึ บ่อยเหมือนทุกๆ วัน อาการท้องเสีย ก็ดีขึ้นคือไม่เป็นน้ำมากเหมือนเก่า ลูกยังได้รับนมแม่ ผสม กับพีเดียชัวร์ อยู่เหมือนเดิม และ แม่ก็กะว่าจะให้ลูกไปเรื่อยๆ ไม่ให้ลูกรู้ ว่า ตอนนี้ลูกได้รับนมแม่อยู่ แม่ยังไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ คงต้องรอไปซักพัก แบ่งนมกับน้องคงไม่เป็นไรนะลูกนะ อย่างน้อยก็ทำให้ลูกแข็งแรงได้ แม่ยินดีทำเสมอ และแม่มั่นใจว่าแม่ผลิตมากพอ

 

แม่มั่นใจว่า อีกไม่กี่วันลูกจะกลับมาเป็นปกตินะลูกนะ ส่วนกิจกรรมต่างๆ ของลูก แม่งดหมด เพราะแม่ไม่อยากให้ลูกไป กระจายเชื้อให้กับเด็กคนอื่น ไว้หายดี เราค่อยเริ่มกันใหม่

 

สำหรับลูกเอง แม่ชื่นชมในความอดทน ขนาดว่าลูกอึจนเจ็บก้น ลูกก็บอกแม่ไม่โยเย ลูกฟังแม่ และปฎิบัติตามทุกอย่างในด้านสุขภาพอนามัยเพื่อน้อง ลูกจะล้างมือก่อนทุกครั้งที่จะจับน้องและลูกไม่จับหน้า จับมือน้อง เพราะลูกรู้ว่า น้องอาจจะป่วยได้ หากได้รับเชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่แม่ไม่ได้จับลูกแยกกันเพราะแม่คิดว่า มันผิดหลัก และทำให้ลูกรู้สึกว่า ลูกเป็นอะไรมากเกินไปหรือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นแม่ไม่มีคนข่วยและยากเกินไปที่แม่จะจับลูกแยกกัน สู้ว่าแม่สอนให้ลูกรู้จักรับผิดชอบ ว่าต้องปฎิบัติตัวอย่างไร กับอาการเจ็บไข้ของตัวเอง อย่างนี้จะง่ายและมีเหตุผลกว่า

 

แม่ขอขอบคุณ ลูก ที่เป็นเด็กทีดี รักน้องและเอาใจใส่แม่ แม้ว่าตัวเองไม่สบาย ลูกถามแม่เสมอว่า แม่เหนื่อยไหม แม่โอเคไหม เวลาลูกอึ พลาด ใส่กางเกงบ้างเพราะ อั้นไม่ไหว ลูกจะขอโทษ และบอกแม่ว่า ลูกไม่ได้ตั้งใจ แม่บอกลูกว่าไม่เป็นไร เพราะ อึ มันเป็นเรื่องธรรมชาติของคนป่วยด้วยท้องเสีย ลูกพยายามแล้ว  หากทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แม่ทำความสะอาดให้ลูกได้ ลูกกอดแม่ แล้วบอกว่าขอบคุณ แค่นี้ แม่ปลื้มแล้วลูกรัก

 

วันนี้ลูกเริ่มทานอาหารได้มากขึ้น แม่หวังว่า ลูกจะดีขึ้น และ หายไวๆนะลูก

แม่รักลูกสุดหัวใจ

     Share

<< 2 Months to 3 months old development milestoneWell infant >>

Posted on Sat 14 Jun 2008 1:57


Sensible solution
what my five months can do
A baby wellness visited
How we have been doing??
Any Benefits from early development?
Teething time
4 Months old
Muscle Tones
Thing we shared
Why should wait until 4 months old?
14 Weeks
Food for thought
Sweet award
Letter to my angel
3 months old can do
3 Months old girl
My life and my heart
How are thing going??
Well infant
When minor has a major mess
2 Months to 3 months old development milestone
Do Vaccines Cause Autism?
When only I learn from you
Wonderful time together
4 weeks checked up
1 Months old infant development
4 Weeks old little girl
Pregnancy hurts
37 Weeks mommy diary
36 Weeks mommy diary
Right way to Nurse
Benefits of breastfeeding III
Benefits of breastfeeding II
Benefits of breastfeeding
35 Weeks mommy diary
Body after labour
34 Weeks mommy diary
33 Weeks mommy diary
Postpartum : the first week