Why should wait until 4 months old?

 

ลูกรักของแม่

 

แม่หลงไปอ่าน เวปไซต์ เกี่ยวกับแม่ๆ ลูก ๆในเวปไทยนะลูกอ่านแล้วก็เพลิน เหมือนกับว่าอือแบบนี้ประสบการณ์แบบนี้เราก็มี เป็นแบบนี้เป็นแบบนั้น แต่บางที แม่ก็แอบสงสัยเหมือนกันว่า แม่ที่มาถามและแม่ที่มาตอบมีความรู้กันจริงหรือเพราะบางคำตอบแม่อยากจะบอกเหลือเกินว่า ไม่ใช่ ไม่ได้ และ ไม่ควร แต่....แม่ไม่ทำ เพราะ แม่เชื่อว่า แม่ที่มาตั้งคำถามในเวปไซต์ ก็คือแม่ที่ไม่ค้นคว้าหาคำตอบ จากผู้รู้ จากหนังสือ จากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ จริงอยู่ ถามแม่ๆ หลายคน และ แม่ๆ ทั้งหลายมีประสบการณ์ แต่ ในเวปไซต์ใครเป็นใครบ้างก็ไม่รู้ แม้ว่าแม่ที่เข้ามาตอบจะตอบด้วยน้ำใสใจจริงและตั้งใจที่จะตอบ ตั้งใจที่จะให้ความรู้ แต่อย่างน้อย การจะให้ความรู้กับใครซักคน เราต้องมีแหล่งอ้างอิงนะลูก เพราะชีวิตและการดำเนิน การเลี้ยงดู เด็กทารกไม่ใช่ แค่ 1 2 3 แล้วก็ 4 ไปเรื่อยๆ มันต้องอาศัยการเรียนรู้ระหว่าง แม่ กับ ลูก และหนังสือ สำหรับอ้างอิง ถามหมอ สำหรับให้แน่ใจ อันนี้คือของแม่ แต่แม่ไม่ได้ตามหนังสือ และไม่ได้ฟังหมอไปทุกอย่าง เพราะการเป็นหมอ ใช่ว่าหมอจะตอบได้ทุกอย่างหมอไม่ได้อยู่กับลูกทุกเวลาเหมือนแม่ ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับลูก หมอจะถามแม่ก่อน แล้ววินิจฉัย ดังนั้น คนเป็นแม่ต้องละเอียดรอบคอบ และ ศึกษาลูก ให้ละเอียด รวมถึงไขว่คว้าหาความรู้มาหลายๆ ทาง ไม่ใช่แค่ทางเดียว

 

เพราะชีวิตของเด็กตัวน้อย คือ หัวใจของแม่ และ มีชีวิตขึ้นอยู่กับมือแม่เท่านั้น......

 

แม่อ่านหลายๆ เคส บอกว่าแนะนำอาหารให้ลูกก่อนสี่เดือน แถมเป็นกล้วยน้ำว้า ((ซึ่งมีสารอาหารมากมายจริง แต่จะทำให้เด็กไม่ย่อยเกิดอาการท้องอืด )) การให้อาหารเสริมก่อน สี่เดือน หรือ ช่วงสี่เดือนให้อาหารหลากหลายเลย เพราะเชื่อว่า ทำให้เด็กหลับดีขึ้น แล้ว การทำงานของ Growth hormone จะทำงานได้ดี และอีกหลายๆ อย่าง แม่ อ่านแล้ว ต้องบอกว่า ทั้งจริงและไม่จริง  อย่างเรื่อง  Growth hormone ทำงานได้ดีจริง ในเวลากลางคืนที่เด็กหลับสนิทเป็นการทำงานจากต่อมใต้สมอง และจะทำได้ดีในช่วงเวลา 11.00 – 3.00 และ ต้องนอนไม่ต่ำกว่า 8-10 ชม / คืน เห็นไหมลูก แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าหนูจะ มีการทำงาน ของ Growth hormone ไม่เพียงพอ คือหากหมอบอกอะไรมา ต้องถามหมอให้ละเอียดว่าทำไม ยังไง เมื่อไหร่ แบบไหน ทำให้แม่สบายใจมากขึ้นไม่ใช่ ไหลตามน้ำ หรือ ฟังแล้วปฏิบัติทันทีด้วยใจรักลูก แต่ปฏิบัติด้วยความเข้าใจ และ มั่นใจ จะทำให้ไม่เครียดกับการ กิน นอนของลูกนะ ลูกรักของแม่

 

แม่ค้นคว้า และ ศึกษามากมายเกี่ยวกับการให้อาหารของทารก และ การนอนหลับ เพราะพี่ชายของหนู ค่อนข้าง เลี้ยงยาก มากๆ แม่อ่านและศึกษา ปรึกษากับหมอ หลายๆด้าน จนแม่มีความมั่นใจ ว่าแม่มาถูกทางในการ ดูแลลูกทั้งสองคน

 

ก่อนอื่นแม่ไม่เคยมีความคิดที่จะให้อาหารเสริมลูกก่อน 4 เดือน และ แม่มีความตั้งใจให้อาหารเสริมกับลูก เมื่อ 6 เดือนไปแล้ว แม่จะเริ่มต้นเมื่อลูกอายุครบ 6 เดือนเต็ม และไม่ได้จริงจังกับอาหารมากนัก เพราะ แม่ตั้งใจให้นมลูกอย่างเต็มที่ไปจน 12 เดือนแล้วค่อยแนะนำอาหารหลากหลาย เมื่อ 12 เดือนไปแล้ว  เหตุผล((แม่อ่านและศึกษาจนมั่นใจ))คือ

 

1.ระบบ Digestive system ของทารก ยังพัฒนาการไม่เต็มที่ ยังไม่สมบูรณ์ ก่อนสี่เดือน แม้ว่าจะดูดนมเก่งก็ตามที แต่เด็กอายุต่ำกว่า สี่เดือน จะมีปริมาณน้ำลายน้อย ไม่เพียงพอต่อการย่อยอาหารระดับแรกในปาก อันนี้เป็นการอธิบายค่อนข้างเชิงทางวิทยาศาสตร์ เลย ลูกค่อยถามแม่ทีหลังหรือค้นหาอ่านเอาได้นะลูก เรื่องการย่อยของอาหารเริ่มต้นจากปาก กระเพาะอาหาร และดูดซึมผ่านลำไส้เล็ก จากนั้นขับไปยังลำไส้ใหญ่กลายเป็น ของเสียต่อมา

 

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของทารก จะยังไม่ผลิต เอนไซม์บางชนิด ที่จะทำการย่อยด้วย เรียกว่า Amylase ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้จะ ย่อย อาหารพวกแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตนั่นเอง และ ร่างกายของทารก ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อย ไขมัน ก่อน 6 เดือน อาหารบางชนิด เมื่อผ่านเข้าสู้ระบบของร่างกายแล้วไม่ย่อย จะทำให้เด็กปวดท้องหรือปัญหาภายหลังได้ นอกจากนี้ จะทำให้ ไตมีปัญหา ซึ่งต้องระวังอย่างยิ่ง ว่าควรให้อาหารชนิดไหน ช่วงอายุทารกเท่าไหร่ ไม่ใช่คิดว่า ลูกชอบ ลูกทานได้ ก็ให้เลย

 

2. เด็กทารกยังไม่พร้อมที่จะรับอาหารเสริม เพราะกล้ามเนื้อคอ ยังพัฒนาการไม่พอที่จะให้กลืนอาหาร อย่างน้อยต้อง 4+ เดือนไปแล้ว และ การใช้ลิ้นเพื่อที่จะดุ้นอาหารให้ผ่านจาก ปากไปยังคอ แล้วกลืน เด็กจะทำลิ้นหมุนไปมา หรือดันออก เป็นระบบป้องกันทางธรรมชาติของเด็กนั่นเอง เรียกว่า Tongue thrust reflex เพื่อ ป้องกันการสำลักอาหารนั่นเอง ซึ่งเด็กจะทานอาหารและรับได้ดี สามารถควบคุมการใช้กล้ามเนื้อและลิ้นได้ เมื่ออายุ 5 เดือนแล้วนั่นเอง

 

3. เด็กอายุ 4-5 เดือนจะสามารถบอกได้แล้วว่า อิ่ม หรือ อยากรับอาหาร เพราะการอิ่มคือการหลบไม่เอาอาหาร เบื้อนหน้าหนี แต่หากอายุยังน้อยกว่านี้ เค้าจะยังไม่สามารถหลบหรือเบื้อนหน้าหนีได้ ไม่สามารถบอกได้ ซึ่งเหมือนกับเป็นการ Force ทารกให้รับอาหารเกินจำเป็น เพราะวัยขนาดนี้ไม่ได้ต้องการอาหาร แต่เป็นการฝึก ให้รู้จักรสชาดอาหาร เพราะทารก แรกเกิดไปจนถึง 12 เดือนจะ ยังมีอาหารหลักคือนมแม่ หรือ นมผสมเท่านั้น แต่การฝึกให้ได้รับอาหารเสริมคือเป็นการพัฒนาการ กล้ามเนื้อ ฝึกให้รู้จักรสชาดอาหาร และได้รับ ปริมาณสารอาหารต่างๆ เพิ่มขึ้น แต่จะจริงจังและต้องการมากขึ้นเมื่อ เกิน 12 เดือนไปแล้ว เพราะหากให้เร็วเกินไป เด็กจะ เกลายเป็น การรบกวนการทำงานระบบย่อยและทำให้เด็กกลายเป็น เด็กอ้วนหรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารต่อไป เมื่อเติบใหญ่ เพราะ เด็กก็เหมือนผู้ใหญ่ควรจะได้รับอาหารก็เมื่อหิวไม่ใช่ชินกับการได้รับปริมาณมาก

 

4. การเริ่มต้นให้อาหารเสริม เร็วเกินไปมีหลักฐานยืนยันจากหนังสือ  และการวิจัยของการแพทย์ New England journal medical magazine ยืนยันว่า เด็กจะมีปัญหาต่อไปเมื่อเติบใหญ่ดังนี้คือ เป็นโรคอ้วน ระบบหายใจมีปัญหา เช่น การเป็นโรคหอบหืด และ ภูมิแพ้อาหาร เพราะอาหารที่เด็กได้รับเมื่อเทียบกับนมแม่ หรือนมผสมแล้ว โมเลกุลใหญ่กว่ากันมาก ซึ่งอาหารโมเลกุลใหญ่ที่ก่อให้เกิดการแพ้อาหารเรียกว่า sIgA เป็นตัวที่ทำให้เกิดการแพ้ได้มาก และเร่งการแพ้อาหารในเด็ก ดังนั้นการให้อาหารต้องให้เหมาะสมกับอายุ และชนิดของอาหาร เมื่อร่างกายของทารกเติบโตและพัฒนาการเพียงพอที่จะรับได้

 

5. อาหารเสริม ไม่ได้ทำให้เด็กทารกหลับ ตลอดคืน เพราะมีการศึกษาแล้วพบว่า ¾ ของเด็กทารก จะหลับสนิทและสามารถหลับได้ตลอดคืนเมื่อ 3+ เดือนไปแล้วสำหรับเด็กนมผสม แต่สำหรับนมแม่อาจจะนานกว่านั้น ไม่ว่าเด็กจะได้รับอาหารเสริมหรือไม่ได้รับอาหารเสริม แม้ว่าการที่เด็กได้รับอาหารเสริมทำให้เด็กหลับนานขึ้น เพราะอิ่มแต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้อาหารเสริม เร็วเกินไป สำหรับแม่แล้วแม่รอได้ และ ยินดีตื่นมากอดมาให้นมลูกเสมอ เพราะการให้ลูกของแม่ แข็งแรงและไม่มีปัญหาต่อไปในอนาคต โดยแลกกับแม่เหนื่อยนิดๆ หน่อยๆ ต้องตื่นดึกๆ แค่นี้ สบายมากลูกรัก

 

แต่....การให้อาหารเสริมไม่ควรรอ นานเกิน กว่า 8 เดือน เพราะหลังจาก 6 เดือนแล้วเด็กทารกจะเริ่มมีความต้องการอาหารเสริม เพื่อปริมาณสารอาหารเพิ่มขึ้น เช่น ธาตุเหล็ก ไวตามิน ซี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต สังกะสี –Zinc น้ำและ ปริมาณแคลอรี่ที่เพิ่มขึ้นรองรับกิจกรรม ของร่างกายที่พัฒนาการควบคู่ขึ้นเช่นกัน การให้อาหารช้าอาจจะมีผลทำให้เด็กขาดธาตุอาหารสารอาหารที่สำคัญไป

 

สิ่งที่แสดงว่า เด็กพร้อมสำหรับรับอาหารเสริมแล้วนั่นคือ

1. เด็กต้องอายุไม่น้อยกว่า 4 เดือน

2.น้ำหนักต้องมากกว่าน้ำหนักแรกเกิดไม่น้อยกว่า 2 เท่าซึ่งควรจะอยู่ระหว่าง 12-15 ปอนด์

3.สามารถนั่งได้ หรือนั่งโดยได้รับความช่วยเหลือ สามารถโอนตัวมาด้านหน้าได้ เมื่อเห็นช้อนอาหาร และเอียงถอยหลังเมื่อไม่ได้อยากได้รับอาหาร

4.สามารถควบคุมศรีษะ คอ และ กล้ามเนือ้ส่วนต่างๆ ช่วงบนได้ดี

5. หากป้อนอาหารแล้ว เด็กใช้ลิ้นดันอาหารออกมาจากปาก นั่นหมายถึงว่ายังไม่พร้อมที่จะรับอาหาร

6.ดื่มนมอย่างน้อย 32-40 ออนซ์/วัน สำหรับเด็กนมผสม  และ ต้องการเพิ่มอีก สำหรับเด็กนมแม่ คือดูดนม 8-10 ครั้ง /วัน และ ดูดจนหมดเกลี้ยงทั้งสองเต้าและยังมีทีท่าว่าไม่อิ่ม

7. เวลาช่วงแห่งการดูดนมเริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ เด็กมีอาการหิว

8. สามารถจับสิ่งต่างๆ เข้าปากได้

9.ให้ความสนใจกับคนรอบตัว ที่กำลังทานอาหาร จ้องมองอาหาร

10.ร้องไห้กลางคืน บ่อย แสดงอาหารหิว และ เริ่มตื่นบ่อยมากขึ้น จากทีเคยนอนได้นาน

 

เห็นไหมลูก ว่าการ เริ่มต้นให้อาหารกับลูกแค่นี้ คนเป็นแม่ต้องศึกษาขนาดไหน นี่ยังมีรายละเอียดมากมายนักว่าอาหารชนิดไหนควรหรือไม่ควรให้ก่อน แล้วแม่จะมาพิมพ์เพิ่มเติม ในหัวข้อต่อไป

 

รักลูกสุดหัวใจ

     Share

<< 14 WeeksThing we shared >>

Posted on Thu 24 Jul 2008 9:14