Any Benefits from early development?

 

ลูกรักของแม่

พัฒนาการของลูกชายของแม่ ตอนนี้ แม่ค่อนข้างมีความสุขที่สุดคือ ลูกของแม่สามารถนอนหลับได้ตลอดคืนมาเป็นแรมเดือนแล้ว นี่ล่ะคือสิ่งที่แม่รอมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าทำให้แม่หลับสบายขึ้นหรืออะไร แต่แม่ คิดว่าเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งที ลูกของแม่ จัดว่าค่อนข้างช้า เพราะเด็กควรจะหลับตลอดคืนได้ตั้งแต่ 6 เดือน แต่ไม่ใช่ลูกของแม่เลย เพราะพัฒนาการด้านอื่นๆของลูกไวเสียจนแม่ตกใจ เช่นคว่ำ นั่ง คลาน ยืน เดิน ลูกของแม่เสร็จครบขบวนการ ภายในแปดเดือนนิดๆ ขนาดว่าแม่เริ่มอาหารเสริมให้ มื้อที่สองไม่ทันเลย เพราะแม่เริ่มอาหารเสริมให้กับลูก เมื่อเดือนที่ 6 และให้อาหารมื้อที่สอง คือ เดือนที่ 9

ด้านสังคมของลูก แม่มั่นใจว่าลูกของแม่เป็นเด็กมีสังคม สร้างเพื่อนเองได้แล้ว ไม่มีปัญหามานานมากแล้ว

ด้านภาษา ยังมีอีกหลายคำที่ลูกยังพูดไม่ชัด แต่แม่ก็พยายามจะช่วยเหลือลูกอยู่ เพราะในปีหน้า ลูกจะต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วจะต้องมีการทดสอบ พัฒนาการหลายด้านอยู่ แม่เองไม่ได้กังวลอะไรแต่อยากจะเตรียมพร้อมให้กับลูกมากกว่า

ด้านอื่นๆทั่วๆ ไป ลูกสามารถทานอาหารได้มากขึ้น และในขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นเด็กดื่มนมเยอะอยู่นั่นเอง ยังดีหน่อยว่าแม่ผสมนม กับนมแม่ด้วย ระยะนี้ลูกเลยได้รับนมแม่ไปพร้อมๆ กับน้องเลยนะลูก

สุขภาพร่างกายของลูก ลูกชายของแม่ เป็นเด็กเอคทีฟ สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ กล้ามเนื้อพัฒนาการได้ดี มีส่วนสัมพันธ์ที่ดี และ สามารถ coordination ได้ดีมาก

บันทึกถึงตรงนี้ แม่อยากจะให้ลูกได้รับรู้ไว้นะลูกว่าเด็กทารก ช่วงวัย 0-12 เดือนนั้น ไม่มีอะไรเร่งการพัฒนาการได้เลย แม่เห็นแม่บางคนในกลุ่ม หรือบางคนที่แม่คุยด้วย เกิดการเปรียบเทียบว่า ลูกเค้าทำนี่ได้ ทำนั้นได้ ทำให้แม่บางคนเกิดการเครียดว่าลูกเค้ายังทำไม่ได้ ทำไมเป็นแบบนี้แบบนั้น แม่อยากให้ลูกเข้าใจไว้ เลยว่า พัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน เด็กจะมีแฟรมไลน์ในการพัฒนาการของตัวเองทั้งนั้น และที่สำคัญ ช่วงอายุในครรภ์ การคลอดเต็มเดือน 40-41 สัปดาห์ และ การคลอดก่อนกำหนดคือต่ำกว่า 40 สัปดาห์ ก็มีผลต่อการพัฒนาการของทารกในระยะแรก มากๆเช่นกัน ((มีหนังสือตีพิมพ์ และ วิชาการหลายเล่ม ยืนยันข้อนี้นะลูก))

อย่างแม่บางคนมีความเชื่อว่า การสอนให้เด็กคว่ำต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ควรช่วยเด็กในการคว่ำ โดยแม่เป็นตัวช่วย แต่แม่สามารถสอนกล้ามเนื้อและช่วยในการควำด้วยตัวเด็กเอง โดยการ ให้เวลากับ Tummy time อย่างน้อย 1 ชม / วัน ในช่วง 3 เดือนไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ควำตลอด 1 ชม แต่เป็นการคว่ำแบบ เก็บสะสม ครั้งละ 10 นาทีบ้าง 15 นาที หรือแม้แต่ 5 นาทีก็ตามที อย่างน้อยให้ได้วันละ 1 ชม จากนั้น การเล่น เป็นเครื่องบินก็ช่วยได้มาก ทำให้กล้ามเนื้อ อก ไหล่ คอ และหลังพัฒนาการได้ดี และ การช่วยให้เด็กกระตุ้นการคว่ำคือ แม่ควรจะนอนระดับสายตา และ เล่นกับลูก พร้อมทั้งแม่ควรจะขยับไปด้านปลายเท้า หรือด้านหลังจะทำให้เด็กหันมอง และให้ความสนใจ แต่การไปขยับตัวเด็กจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

และแม่เอง ก็ทำแบบนี้ ลูกของแม่ทั้งสองจัดว่าคว่ำในไทม์ไลน์ที่ยอมรับได้คือ 4 เดือนทั้งคู่ โดยแม่ไม่ได้ไปเร่งหรือใช้มือแม่ไปจับหรือผลักหรือช่วยเลย เพราะ ธรรมชาติสร้างมาอยู่แล้วว่า หากลูกหรือเด็กปกติดีต้องทำได้ ไม่เช่นนั้นจะถือได้ว่าพัฒนาการช้า แต่จะช้าหรืออย่างไร แม่ต้องรู้ดีด้วยว่า ลูกเริ่มต้นอย่างไร เพราะการคว่ำเด็กจะพร้อมและแข็งแรง ส่วนใหญ่ที่ 4-5.5 เดือน หากเลยจากนี้ ต้องคุยกับหมอแล้ว เพราะไม่ได้ยืนยันว่าการไม่คว่ำจะผิดปกติ ต้องปรึกษาหมอก่อน ไม่ใช่เอาไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะอย่างที่แม่บอกลูก การพัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากันในช่วงปีแรก แต่หลังจากนั้น เด็กจะเก็บพัฒนาการได้เท่ากันหมดในด้าน Physical แต่ในด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านการเรียนรู้ อยู่ที่พ่อแม่ สิ่งแวดล้อม การกระตุ้น และ พันธุกรรม ตลอดจนการเลี้ยงดู จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาการแล้วนะลูก

การนั่งก็เช่นกัน ตอนนี้ลูกสาวของแม่ นอกจากสามารถควำได้ปกติ โดยไม่ได้ดีด หรือเด้งตัว แทนแล้ว แม่ก็ดีใจ นอกเหนือจากนั้นหนูเองเริ่มจะคืบ พยายามจะดันตัวมาหยิบของเล่น ซึ่งแม่วางไว้ให้ในระดับปลายนิ้วที่คิดว่าหนูจะหยิบได้ อย่างน้อยทำให้หนูรู้ว่าหนูสามารถ ไม่ใช่เกินเอื้อม และ ตอนนี้แม่จับหนูมานั่งเล่น วันละ 1-2 ชมเป็นประจำ เป็นการฝึกพัฒนาการการทำงานของกล้ามเนื้อหลังของลูก แม่ไม่ได้จับหนูนั่งเก้าอี้สำหรับปรับให้กับเด็กทารก หรือหาอุปกรณ์เสริมแต่อย่างใด เพราะ อย่างที่แม่บอก การปล่อยให้ลูกได้พัฒนาการกล้ามเนื้อเองแบบธรรมชาติ มันจะทำให้การทำงาน การสารสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อทำงานได้ดีไปด้วยกัน

โดยปกติเด็กจะนั่งเองได้โดยแม่ซํพพอร์ทคือวัย 4-5 เดือน แต่ 6 เดือนแล้วจะต้องนั่งท่า 3 ขา หรือ Tripod position ได้ คือการนั่งกางขา แล้วใช้มือทั้งสองยันไปด้านหน้า นี่คือธรรมชาติ ของการทำงานของกล้ามเนื้อและพัฒนาการของเด็ก แม่เองไม่เคยมีความคิดจะไปเร่งหรือหาอุปกรณ์มาให้ลูก เพราะหากเมื่อนั่งเองไม่ได้ จะนั่งทำไม แม่อยู่ ทำไมแม่จะจับ แม่จะช่วยไม่ได้ หากใช้อุปกรณ์อื่นยึดไว้ ดันไว้ กล้ามเนื้อของหนูก็พัฒนาการไม่เต็มส่วน ไม่เต็มที่ แม่ก็ขอให้หนูนั่งโยกไปเยกมา แบบที่หนูเป็นดีกว่านะลูก

แม่แค่ช่วยจับ ช่วยโล้หนูไว้ไม่ให้หนูฟาดพื้นไปเท่านั้นเองที่เหลือ หนูต้องใช้กล้ามเนื้อและความพร้อมของหนูเองนะลูกรักของแม่

แม่ได้คุยกับแม่หลายกลุ่ม โดยเฉพาะไม่นานมานี่เอง แม่คนหนึ่งในทีมว่ายน้ำของพี่ชายหนูบอกว่าเจอ กลุ่มเพลย์กรุ๊ฟที่ค่อนข้าง Competitive มากๆ คือแม่ของเด็กหญิงเมแกน เค้าจะเป็นเด็กที่พัฒนาการช้า คือพูดช้า ทำอะไรช้า แต่ในสายตาของแม่ แม่มองแล้ว แม่ว่าเค้าก็ปกติดี พูดช้าไปบ้าง ก็ไม่เห็นแปลก สำหรับเด็ก 5 ขวบ อย่างน้อยเค้าก็สื่อสารได้ ทำอะไรได้ แต่หลายๆสิ่งที่แม่ฟังแล้วแม่ไม่เห็นด้วยคือ แม่เค้าบอกว่า เพื่อนในกลุ่มจะค่อนข้างบอกว่าลูกเค้าทำนั่น ทำนี่ได้ แม่ฟังแล้ว แม่มีคำถามว่า บอกเพื่ออะไร หากไม่มีประโยชน์ไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อย อย่างพี่ชายหนูทำอะไรได้ไว คล่อง เร็วไปหมด แม่ยังไม่เคยคิดเอาไปอวดใคร เพราะมันก็แค่พัฒนาการด้านร่างกาย แต่ สิ่งที่น่าภูมิใจคือ เราคนเป็นแม่ได้ทุ่มเทเวลาให้กับลุกแค่ไหน ไม่ใช่ไปเร่งพัฒนาการลูกจนรู้สึกว่าลูกรับไม่ทัน ลูกต้องทำได้ เพราะคนอื่นทำได้ อย่างนั้นหรือ แม่เลยบอกกับแม่คนนั้นไปว่า แม่คงถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แม่จะไม่ให้ใครมาพูดกับแม่แบบนี้ โดยเฉพาะเปรียบเทียบลูกตัวเองแล้วพูดให้แม่คนอื่นฟังว่าลูกคนอื่นแย่ แล้วทำให้ตัวเองรู้สึกดีแบบนี้ แม่ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ผิด ผิดกับตัวแม่ไม่พอ ผิดกับเด็กด้วยที่เค้าจะรู้สึกว่าเค้าพิเศษกว่าคนอื่น ในความคิดแม่

เพราะคนเรา ไม่เท่ากัน มีความถนัดแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน ดังนั้น คนเราหรือเด็กแต่ละคนก็ย่อมมีความชำนาญที่ต่างกัน แล้วเด็กที่ Special need ต้องได้รับการทรีตที่ดีกว่านี้ในความคิดแม่ แม่ก็บอกแม่เด็กหญิงเมแกนไป ว่าอย่าไปสนใจ และ ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของลูกดีกว่าไปฟังคนอื่น และ หากใครมาพูดอีกก็ถามไปเลยว่า พูดมาเพื่ออะไร แต่ แม่เค้าจะทำหรือไม่มันก็เรื่องของเค้า เพราะ หน้าที่ของแม่คือปกป้องลูกและดูแลลูกให้ เป็นเด็กมีความมั่นใจ มั่นคงทางอารมณ์มากที่สุด

สำหรับแม่ หากลูกสาวแม่ช้าอะไรไปบ้างแม่ก็ไม่ได้ถือซีเรียสอะไร เพราะแม่รู้ว่า วันหนึ่งหนูก็ต้องทำได้ในแฟรมของหนู แต่ แม่ก็ดูแล้วหนูไม่ได้มีอะไรช้า หนูของแม่ก็ปกติดี เพราะ แม่เอาใจใส่ ดูแล ให้กับหนูมากที่สุด เท่าที่แม่จะทำได้ ทั้งอ่านหนังสือ ค้นคว้า ศึกษา พูดคุยกับผู้รู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน อันไหนแม่ไม่แน่ใจ แม่จะอ่าน จะศึกษาจนมั่นใจ ไม่เคยทำอะไรแบบ ไม่มีอ้างอิงแม้แต่ครั้งเดียว เพราะ การเลี้ยงลูกสนุก และเป็นธรรมชาติ แต่หากได้วิชาการมาช่วยมันก็ยืนยันสมมติฐานของแม่ ว่า การที่แม่ทำอะไรให้กับลูกมันคือสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่ แค่คิดจะทำ เพราะ สิ่งที่แม่ทำให้กับลูกทุกสิ่งทุกอย่างมันมาจากความตั้งใจจริง แน่นอนอยู่แล้ว และด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง แม่เลยไม่อยาก ทำร้ายหนูด้วย ความไม่รู้ ความไม่ตั้งใจ แม่เลยศึกษาให้มั่นใจ และ ใช้สัญชาตญาณด้วยอีกส่วนหนึ่ง และ ขอให้มั่นใจนะลูกว่า ลูกของแม่ไม่ว่าจะอย่างไร แม่ไม่เคยเร่งหนู แม่มีแต่เสริมพัฒนาการให้ได้เท่านั้น และ สิ่งที่แม่จะทำ จะช่วยหนู หรือบอกกับใครแล้ว นั่นคือสิ่งที่แม่มั่นใจแล้วว่า ถูกต้องและดี แล้ว และผ่านการศึกษามาอย่างชัดเจน จนแม่มั่นใจและพร้อมจะให้คำแนะนำได้ เพราะการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งไม่ใช่การ คาดเดา หรือ สร้างทฤษฏีขึ้นมาเอง อย่างนี้น่ากลัวนะลูก

แม่บันทึกหน้านี้ แม่อยากจะบอกกับลูกว่า จงมั่นใจตัวเอง ธรรมชาติ ได้สร้างสรร และคัดเลือกเรามาเป็นคนแล้ว จงใช้สมอง และ ใช้สติ ความคิดให้จงดี แม่เองทำหน้าที่ แค่สร้างเสริมประสบการณ์ให้ลูกได้เท่านั้น แต่แม่จะช่วยหรือจะเร่งไม่ได้ เพราะ ธรรมชาติและนาฬิกาในตัวหนู บอกหนูอยู่แล้วไม่เช่นนั้นเค้าจะมี ไทม์ไลน์ในการพัฒนาการของเด็กไว้ทำไม จริงไหมลูก

แม่รักลูกสุดหัวใจ

     Share

<< Teething timeHow we have been doing?? >>

Posted on Tue 19 Aug 2008 8:33