How we have been doing??

ลูกรักของแม่

ตอนนี้แม่มีลูกสาวของแม่ มาได้เกือบ 5 เดือนแล้ว เวลาของแม่ช่างมีความสุขจริงๆ แม่ไม่เคยได้บันทึกถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของแม่ให้หนูได้อ่านเลย แม่อยากจะบันทึกไว้เล็กๆน้อยๆ เพราะแม่ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะบันทึกเก็บเอาไว้ให้แม่ได้อ่านเองรวมถึงได้ให้ลูกได้รับรู้

สภาพผิว - สภาพผิวของแม่ตอนนี้กลับมาปกติแล้วจากเดิม ดำๆ ด่างๆ ตรงจักกะเร้ ตรงหน้าท้องตอนนี้ดีปกติแล้วลูกเนียนเรียบเหมือนเดิมไม่มีรอยแตกแต่อย่างใด

สภาพแผลผ่าตัด - หมอได้ผ่าตัดตรงรอยเดิม ก็ได้แผลเดิมแต่จะยาวกว่าแผลเก่า ด้านละ 0.5นิ้ว แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหมอต้องผ่าให้ยาวกว่าเดิม แต่แม่ก็ไม่ได้รำคาญอะไรนะลูก เพราะบาดแผลที่แม่มีแต่ละครั้งคือประสบการณ์แห่งสุขภาพ ของแม่ และ แผลที่ท้องของแม่ คือความภูมิใจของแม่มากกว่าที่แม่ได้มีโอกาสได้เป็นแม่ ของลูกทั้งสองของแม่ แม่ไม่ได้รู้สึกว่าแม่ต้องปกปิดหรืออย่างใด เพราะแม่คิดอย่างนี้จริงๆ แดดดี้เองก็ไม่ได้สนใจ เพราะแดดดี้บอกว่า มันไม่ได้ทำให้ความรักที่แดดดี้มีต่อแม่น้อยลงเลย แต่แม่ยังมีท้องห้อยๆ ลงมาเหนือแผลอยู่บ้างเพราะเกิดจากการหย่อนยานและไม่ได้ออกกำลังกายเพราะแม่ยังไม่สามารถออกกำลังกายจริงๆจังๆ ได้เลย แม่มีการเจ็บแปล๊บที่ ท้องบ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่ได้ถือว่าซีเรียสอะไร

สภาพผม - ตอนแม่ท้องเด็กหญิงคนดีของแม่ ผมแม่หนานุ่มสวย ตอนนี้ร่วงมากเลยลูก ผมแม่ปกติก็บางมากๆ นี่ยิ่งร่วงยิ่งบาง และผมก็ดูเหมือนจะแห้งกว่าปกติ แม่เมื่อก่อนไม่ได้กังวลอะไร แต่ตอนนี้แม่กังวล เพราะแม่มีความตั้งใจ อยากจะไว้ผมยาวเพื่อบริจาค กับ เด็กที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง แต่หากไม่ได้จริงๆ แม่ก็คงจะได้แต่บริจาคเงินและสิ่งของ แต่อย่างน้อยตอนนี้แม่จะพยายามอย่างที่สุด

น้ำหนักของแม่ - แม่มีโรคประจำตัวคือไธรอยด์ จะค่อนข้างยากในการควบคุมน้ำหนัก แต่น้ำหนักของแม่ก่อนคลอดและหลังคลอด เท่ากันแล้ว ลดน้อยลงกว่าเดิมด้วย

น้ำนมของแม่ - แม่มีน้ำนมเยอะมาก ซึ่งแม่สามารถบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งจะเป็นอาหารสำหรับเด็กที่ป่วยหนัก หรือเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด แม่ปลื้มใจและภูมิใจตัวเองที่สุด แม่ตั้งใจว่าจะให้ไป 6 เดือนเพราะหลังจากนี้แล้วน้ำนมของแม่จะผลิตให้เหมาะสมกับสภาพความต้องการและการเติบโตของหนูไม่เหมาะกับทารกแรกเกิดอีกต่อไป

แม่เคยคุยกับแม่บางคนว่าแม่บริจาคนม เธอทำท่าเหมือนกับว่าเป็นเรื่อง น่ากลัว น่ารังเกียจ แม่เห็นแล้ว แม่รู้สึกว่า เค้าขาดความรู้มากๆ เพราะการบริจาคน้ำนมไม่ใช่บริจาคกันง่ายๆ เพราะ ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมายทางด้านการแพทย์ และขั้นตอนของเอกสาร ซึ่งจัดว่ารบกวนหัวใจมากๆ ถ้าหากว่าแม่คนไหนที่อยากจะบริจาคไม่ได้รับความร่วมมือจากหมอของตัวเองในการกรอกเอกสารยืนยันว่าไม่ป่วยรุนแรง โรคติดต่อ และโรคทางเพศสัมพันธุ์ นอกจากนี้ต้องเช็คน้ำหนักทารกของตัวแม่ว่าแรกเกิดเท่าไหร่ และน้ำหนักปัจจุบันที่จะให้นำนมบริจาคน้ำหนักเท่าไหร่ แม่เลยไม่อยากจะพูดด้วยเพราะ แม่ว่าเสียเวลากับการพูดกับคนที่ไม่มีความรู้ แล้วตัดสินใจไปด้วยความคิดแบบนั้น เพราะ นมคน อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่านมวัว เพราะ วัว เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างสปีชีส์กับคนเลยด้วยซ้ำ ทำไมทารกยังรับนมได้ แม่เลยไมได้อธิบายอะไรได้แต่ คิดว่า ไม่พูดดีกว่าเสียเวลา

เรื่องของหนู - ลูกสาวคนดีของแม่ หนูรู้ไหม แม่ไปโรงพยาบาลเด็กทุกวันศุกร์เพื่อเอานมไปส่ง พยาบาลจำหน้าแม่ได้ เจอหนูทุกครั้งพยาบาลห้องนมจะบอกแม่เสมอว่า หนูของแม่ เป็นเด็กหญิงสุขภาพดี แก้มใส เปล่งปลั่ง แววตามแจ่มใสมีความสุข และ มีรอยยิ้มตลอดเวลา ((ไม่เจอหนูตอนง่วงนอนนะคะ)) วันนี้ พยาบาลคนเดิม จูเลีย ทักว่าหนูของแม่ดูตัวโตขึ้นเยอะมาก แล้วก็ขอชั่งน้ำหนักหนู ลูกสาวของแม่น้ำหนักวันนี้ 18 ปอนด์ หนูรู้ไหม แม่ตกใจเล็กน้อย เพราะพี่ชายหนูหนัก 18 ปอนด์ ตอน 6 เดือนนี่ หนูของแม่ยังไม่ 5 เดือนเลย แม่ไม่อยากเห็นหนูเป็นเด็กอ้วน แม่ถามพยาบาลว่า คิดว่าลูกสาวแม่อ้วนไปไหม พยาบาลหัวเราะ บอกว่า ทำไมแม่คิดอย่างนั้น แม่เลยตอบไปอย่างที่แม่คิด ว่าพี่ชายหนูหนัก 18 ปอนด์ ตอน 6 เดือน พยาบาลบอกว่า เพราะพี่ชายหนูคลอดตอน 35 วีค หนูคลอดตอน 38 วีค มันคือช่วงแตกต่าง และความ Mature ต่างกันพี่ชายหนูต้อง Keep up หลายๆ อย่างให้ทันกับเด็กที่คลอดฟูลเทอม

พยาบาลถามแม่ว่าหนูคว่ำ หรือยังแม่บอกว่า ทั้งคว่ำ ได้ซ้ายขวา และ สามารถพลิกหงายได้ดี มาสองอาทิตย์แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นหนูจะดีด แล้วเหมือนกับทำท่า ซิทอัพ แล้วดีดตัวเอง เด้งแล้วคว่ำ พยาบาลหัวเราะแล้วบอกว่า หนูแข็งแรงนะ ปกติ เด็กกว่าจะทำท่าซิทอัพ หรือพยายามยกตัวได้ ต้องคว่ำแล้ว เพราะกล้ามเนื้อ Upper body ยังไม่แข็งแรงมากพอ

แม่เลยบอกว่าวันอังคารหน้านี้ แม่มีนัดจะเจอกับหมอประจำตัวของหนูที่แม่จะคุยกับหมอหลายๆ เรื่องคือเรื่อง กล้ามเนื้อ เรื่องพัฒนาการต่างๆของหนู เพราะแม่อยากจะดูว่า ตอนนี้พัฒนาการของหนูเทียบได้เท่าปกติหรือ เร็วก้าวหน้าเพราะแม่มีความคิดเองว่าหนูของแม่ค่อนข้างจะพัฒนาการเร็ว แต่แม่ไม่อยากตัดสินใจด้วยตัวเอง อย่างน้อยให้หมอช่วยดู และคุยกับหมอแม่ก็คงจะมั่นใจมากขึ้น แดดดี้บอกแม่ว่า แม่รู้คำตอบอยู่แล้ว แดดดี้ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้อง ให้หมอยืนยัน ((ความสุขของแม่นะคะลูก))

นอกจากนี้แม่อยากให้หมอติดตามเรื่องขนาดหัวของหนู สะโพก เพราะพี่ชายหนูเคยมีประวัติหัวโต ส่วนสะโพกแม่ไม่อยากให้หมอพลาด เพราะแม่อ่านเจอหลายบทความว่าเด็กๆตอนหมอตรวจ ช่วง 2-4เดือนว่าเด็กสะโพกปกติดี แต่ พอ 5+ ต่อไป สะโพกพัฒนาการไม่ดี มีปัญหา แม่ไม่อยากให้หมอพลาดตรงนี้ แม่ก็อยากจะคุยไปด้วย

นอกจากนี้แม่อยากจะคุยกับหมอเรื่องน้ำหนักของหนูส่วนสูง และ อาหารเสริมต่างๆ เพราะแม่ บอกตรงๆว่าไม่มีความพร้อมที่จะให้อาหารหนูเลย แม่อยากจะให้นมหนูไปจน 6 เดือนแต่น้านิ้งบอกว่า การให้อาหารเสริมช่วง 5 เดือนจะดีกว่า 6 เดือนไปแล้วเพราะแนะนำรสชาด แนะนำเรื่อง Textures ของอาหารจะได้ดีกว่า เพราะเมื่อ 6 เดือนไปแล้วเด็กจะปฏิเสธอาหารได้มาก และ ติดนมแม่นานกว่า แม่ก็เห็นด้วยเพราะพี่หนูค่อนข้างทานน้อยและติดนมแม่ แต่อีกที มันขึ้นอยู่กับ บุคคลิก และนิสัยส่วนตัวของเด็กแต่ละคนด้วย เพราะ ตอนพี่ชายหนูอายุ 4 เดือนหรือเท่ากับหนูตอนนี้ พี่หนูไม่ได้มีความสนใจหรือมองตามอาหารเหมือนอย่างหนูทำเลย แม่เลยเอาช้อนบีบใส่นมแม่แล้วแช่แข็ง แล้วดึงออกมา เอาใส่ปากหนู หนูดูดจุ๊บๆ จั๊บๆใหญ่เลย น่ารักที่สุด หนูคงพร้อมแล้วใช่ไหมลูก แม่คงจะให้หนูเดือนหน้า ก่อนแดดดี้ไปทำงานต่างรัฐนะคะ อย่างน้อยแดดดี้จะได้เห็นว่าหนู รับอาหารเก่งอย่างไร

การพูดของหนู ตอนนี้ หนูของแม่ เป็นเด็กช่างพูด ช่างส่งเสียงเสียจริงๆ หากไม่นับตอนเวลากลางวันที่หนูเพลิดเพลินกับของเล่น และ พี่ชาย กับแม่ นั่งใกล้ๆหนูเกือบตลอดเวลาแล้ว หนูจะเจื้อยแจ้วจำนรรจาไม่หยุด เช้ามาเมื่อหนูตื่นแล้วหนูก็จะไม่กวน ใครหนูจะนอนส่งเสียงร้องเพลง((ในความคิดของแม่ที่แม่ชอบฟังที่สุด)) ได้นานเป็นชั่วโมงๆ จนหนูหิวนั่นล่ะ ถึงจะส่งเสียงดังๆ ที่ไม่ใช่เสียงร้องเพลง นั่นแหล่ะ แม่ถึงลุกแล้วมาหาหนูที่ห้องของหนู เจอหน้ากันหนูยิ้มหวาน กว้าง สว่างสดใสให้แม่ น่ารักที่สุด หนูจะกระพือ แขนขา ดีด ดึ๋งๆๆ ดีใจว่าแม่มาแล้ว แม่อุ้มหนูปุ๊บหนูจะซุกหน้าเข้าหาหน้าอกแม่ อ้าปากกว้าง พร้อมจะบอกแม่ว่า หนูหิวนม

การนอนของหนู ตอนนี้หนูจะนอน ที่สองทุ่มตื่นมา ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น คือ หากนอนยาวก็จะตียาวไปจนตีสาม หากไม่ยาวก็จะตื่นมาราวๆ ตีหนึ่ง จากนั้นก็จะตื่นอีกทีคือ 6 โมงเช้าแม่ก็ จะให้นมหนูแล้วแม่กลับไปนอนต่อ หนูอาจจะหลับต่อ หรืออาจจะ นอนเล่นคนเดียว เป็นบางครั้ง

การเจอคนแปลกหน้า แม่เชื่อมั่นการตัดสินใจของหนู เพราะสำหรับบางคนหนูยิ้มแย้มแจ่มใสด้วย ทั้งๆที่ในความรู้สึกของแม่ แม่ว่าคนหน้าตาแบบนี้ มู๋ทู่เหลือเกิน แต่แปลก เค้ากลับยิ้มตอบให้หนูแล้วก็คุยกับหนูได้อย่างสนุกสนาน หนูจะกระโดดดึ๋งๆ บนแขนแม่ แบบสนุกสนานเหลือเกิน

หนูกับพี่ชาย หนูรู้ไหมลูก ตลอดชีวิตของหนูที่เกิดมา พี่ชายของหนูรักหนูทุกเวลานาที แม่วาดหวังว่าหากแม่มีพี่ชายแบบที่หนูมีณตอนนี้ แบบนี้ แม่คงจะเป็นน้องสาวที่โชคดีที่สุดในโลกเลยทีเดียว พี่หนูจะ ระมัดระวังกริยา การกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้หนูมีความสุข พี่หนูจะบอกรักหนูทุกเวลา จะเล่นกับหนู จะดูแลหนูเท่ากับเด็กสี่ขวบคนหนึ่งสามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ แม่ภูมิใจในตัวพี่ชายหนูมาก ยามหนูหลับพี่หนูจะเล่นเบาๆ ยามแม่เข้าห้องน้ำพี่หนูจะละทิ้งสิ่งที่ตัวเองทำแล้วเดินมานั่งข้างๆหนู โดยที่แม่ไม่ได้บอก ไม่ต้องขอ ไม่ต้องถาม

แล้วหนูรู้ไหม หนูคว่ำครั้งแรก คนที่ได้เห็นคือ พี่ชายของหนูนั่นเอง แม่พลาดโอกาสนั้นไป ถามว่าแม่เสียใจไหม เสียใจบ้าง แต่แม่รู้ว่าหนูต้องทำได้ซักวัน แต่คนที่ได้เห็นคือพี่ชายหนู ซึ่งเป็นคนที่สมควรได้เห็นการพัฒนาการนี้ที่สุดแล้ว เพราะพี่หนูลุ้นกับหนูทุกวันตั้งแต่หนูเริ่มโรลตัวเองไปซ้าย ขวา พอหนูคว่ำหนูรู้ไหม พี่ชายหนูวิ่งมาหาแม่ด้วยกริยาตื่นเต้นดีใจที่สุดแล้วบอกแม่ว่า พี่ชายหนูภูมิใจในตัวหนูที่สุด หนูเองก็เหมือนจะรู้ ยิ้มให้ และส่งสายตาให้พี่หนูตลอดเวลา

แม่ เห็นภาพนี้แล้วต้องบอกเลยว่าแม่มีความสุขที่สุด เพราะ คนที่แม่รักสุดหัวใจทั้งสองคน มีหัวใจที่ ใส สะอาด และรักและพร้อมจะดูกัน แม่อยากให้หนูรู้ไว้นะลูก วันไหนหากไม่มีแม่ ไม่มีแดดดี้ ขอให้รับรู้ไว้ว่า ชีวิตหนู ยังมีพี่ชายของหนูที่รักและจะปกป้อง ดูแลหนูไปตลอด และ หนูเองก็เช่นกัน ต้องรัก เชื่อมั่น และ ศรัทธา เคารพ พี่ชายหนูที่สุดเช่นกัน

แม่มั่นใจว่าพี่ชายหนูจะรักจะดูแลหนูเหมือนอย่างที่แม่ทำ

แม่รักลูกสุดหัวใจ

 

 

 

 

 

 

     Share

<< Any Benefits from early development?A baby wellness visited >>

Posted on Sat 23 Aug 2008 9:04