You are my proud

 

ลูกรักของแม่

แม่อยากจะบันทึกหน้านี้เก็บไว้ด้วยความภาคภูมิใจของแม่เหลือเกิน ปีนี้ เป็นปีที่สามแล้วสำหรับการเข้าเรียนชั้นเตรียมอนุบาลของเด็กชายของแม่ ลูกมาอ่านหรือแม่เล่าให้ฟังลูกคงจะตกใจว่าทำไม ลูกถึงต้องเรียนเยอะขนาดนั้น

แม่ให้ลูกเข้าเรียนไวกว่าปกติสำหรับเด็กที่นี่ แต่ลูกก็ผ่านทุกขั้นตอนที่ทาง โรงเรียนต้องการ และรัฐที่เราอยู่กำหนดไว้ ดังนั้นลูกสามารถเข้า Pre-K ได้ก่อนสามขวบตามเกณท์ แม่บันทึกไว้หน้าก่อนๆแล้วว่า ลูกต้องผ่านอะไรบ้าง คร่าวๆคือ ลูกต้องเข้าห้องน้ำเองเป็น ช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ สื่อสารได้ และสามารถใช้กล้ามเนื้อ ได้ดี ซึ่งลูกแม่ผ่านหมด ส่วนขั้นตอนทดสอบอย่างไร ค่อยไปอ่านเอาในบันทึกช่วงแรกๆนะลูก

ปีนี้ปีที่สาม คุณครูและ Principle ได้บอกกับแม่ว่า จะขอเอาลูกเป็นนักเรียนตัวอย่างและบอกกับผู้ปกครองทุกคนว่า หากเด็กผ่านเกณฑ์ ตามกำหนดแบบลูก ก็จะสามารถรับได้เพราะลูกคือ เป็นเด็กอายุน้อยที่สุดของรัฐ และ ของโรงเรียนที่ได้เรียน ถามว่าแม่ภูมิใจไหม แม่ก็ดีใจที่ลูกได้เข้าโรงเรียน แต่แม่ไม่ได้คาดหวังเรื่องเกี่ยวกับ Academy แม่คาดหวังเรื่อง สังคม การปรับตัว และ การสื่อสาร การอยู่ร่วมกับคนอื่นมากกว่านั้นคือเป้าหมายหลักของแม่ที่แม่อยากให้ลูกได้เข้าโรงเรียนนี้ และ โรงเรียนนี้จัดได้ว่าเป็นโรงเรียนที่ ค่อนข้างดี มีมาตรฐานค่อนข้างสูง และ แพงมาก เมื่อเทียบกับโรงเรียนเอกชนทั่วไป แต่ แม่และแดดดี้ยินดีจ่าย เพื่อ พัฒนาการของลูกนั้นเอง และลูกก็ทำได้ดี ได้รับคำชมเชยจากโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ว่าเป็นเด็กมีความคิด มีมารยาท และพัฒนาการดี

ปีแรกของลูก เป็นช่วงสายสะดือของแม่กับลูก โดนกระชากแบบแทบขาดหวิ่น แม่บันทึกแบบนี้ เพราะแม่จำได้ว่า แม่ร้องไห้ในวันแรกที่ลูกไปโรงเรียน ยิ่งได้รู้จากแดดดี้ว่าลูกร้อง หัวใจแม่แทบจะปลิวๆ แม่คิดตลอดเวลาว่า แม่ทำผิดไหมที่ให้ลูกเข้าโรงเรียนเร็วไป ลูกเพิ่งหย่านมแม่ไม่นานมานี่เอง ก็เข้าโรงเรียนแล้ว แม่คิดถึงลูกตลอดเวลาที่แม่ไปทำงาน แม่โทรหาแดดดี้บ่อยมาก จนแดดดี้บอกว่า ลูกโอเคและโตแล้ว แม่ไปส่งลูก ลูกร้อง คุณครู Mrs.Bangi & Mrs.Butcher ได้บอกว่าให้แม่ออกจากห้องไปเลย ลูกไปนั่งอยู่ริมเก้าอี้ที่ติดกับตู้ปลา แม่แอบมองลูกนั่งร้องไห้ ลูกรู้ไหม แม่รู้สึก แย่ มาก แม่หลายๆคนเข้ามาปลอบ และบอกกับแม่ว่า เดี๋ยวมันก็จะดีไปเอง และ ก็จริงๆ แค่อาทิตย์ สองอาทิตย์ลูกก็หยุดร้องและสนุกสนานกับการไปโรงเรียนมาก ปีแรกคุณครูค่อนข้างประทับใจว่าลูกอายุ สองขวบ ครึ่งสามารถ เรียนรู้ และพัฒนาการด้าน Physical สามารถไล่ทันเด็กในคลาส คือ สาม สี่ ขวบ ได้

ปีที่สอง ลูกเริ่มเป็นเด็กโตบ้างแล้ว นั่นคือสามขวบครึ่ง คุณครูบอกว่า ลูกรู้และเข้าใจกำหนดการณ์ กิจวัตรประจำวันได้ดี และ ไม่มีปัญหาอะไร สามารถนำ เด็กนักเรียนใหม่ๆในชั้นได้ดีมาก แน่นอนนะลูกนะ เพราะลูกเข้าเรียน ห้าวัน ในขณะที่เด็กบางคนสองวัน บางคนก็สามวัน เหตุผลแม่ให้ลูกไปทุกวันก็อย่างที่บอกคือ แม่ต้องทำงานในช่วงเช้า และ ลูกเองก็สามารถที่จะเข้าเรียนได้แล้วโดยไม่ได้เป็นภาระอะไรกับใคร ลูกเก่งมาก จัดการกับตัวเองได้ดีที่เดียวไม่มีน้ำตาให้เห็นอีกแล้ว ลูกสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ร้องเพลง เต้นระบำ ทำเอาแม่หัวเราะ และ ขำด้วยความน่ารักของลูก ในขณะเดียวกันก็ปลาบปลื้มใจไปด้วยว่า เด็กชายตัวน้อยของแม่ เก่งจัง

ปีนี้ปีที่สาม ลูกเข้าเรียน ในคลาสเด็กโตแล้ว คือสี่ขวบครึ่ง ลูกได้รับคำชมเชยเหมือนเดิมว่า เป็นเด็กปรับตัวง่าย เข้าใจและสามารถ ทำตาม ที่คุณครูบอกได้ดี คุณครูบอกว่าหากลูกจะเข้าอนุบาลเลยก็ได้ แต่แม่ไม่อยากให้ลูกเข้าเร็วอย่างนั้น เพราะ เมื่อชั้นเรียนสูงขึ้น การเป็นเด็กเล็กในคลาส แม่ว่า ไม่ค่อยเห็นประโยชน์อะไร สู้ว่าเป็นกลุ่มอายุสูงในคลาสดีกว่า งงไหมลูก เช่นหากลูกเข้า เกรดหนึ่ง คือ เป็นเด็ก กลุ่มหกขวบครึ่ง ดีกว่ากลุ่มหกขวบ เพราะแม่คิดว่า ความ Mature ทางด้านความคิด และการเป็นผู้นำจะดีกว่า การเป็นเด็กกลุ่มอายุน้อย การตัดสินใจ และความคิด ค่อนข้างดีกว่าในความเห็นแม่ และที่สำคัญแม่ไม่ได้เร่ง แม่อยากเห้นลูกสนุกสนาน เล่นกับเด็กวัยเดียวกันมากกว่า คุณครูเลยบอกว่า แม่เป็นแม่ที่คิดและวางแผนให้กับลูกแบบเยอะมากจริงๆ ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นใช่ไหมลูก เพราะลูกคือชีวิตคือจิตใจของแม่

แม่ไปส่งลูกที่โรงเรียน สองสามวันติดกันแล้ว ลูกวิ่งปรู๊ดเข้าห้องเรียน เอากระเป๋าไปแขวน ล้างมือแล้วเข้ามากอดมาจูบน้อง แล้วก็กอดแม่ แบบแป๊บๆ กู๊ดบาย แม่ลูกก็วิ่งไปเล่น ไปสนุกกับเพื่อนๆแล้ว แม่สิ ยังยืนจ้องมองลูก ด้วยความมึนงง และ อาลัย อยากกอดลูกอีก ลูกก็ไม่เอาแล้ว

แต่วันนี้ ลูกเข้ามากอดแม่กอดแน่นๆ จูบแม่ แบบที่ลูกไม่ได้จูบ มานานแล้ว แล้วบอกกับแม่ว่า ลูกโตแล้ว ลูกโอเค ลูกสนุกที่โรงเรียน และ มัมมี้ไม่ต้องคิดถึงมากนะ ลูกก็คิดถึงมัมมี้อยู่แล้ว แล้วลูกก็กอดแม่แน่นๆ แม่รู้สึกดีที่สุดเลยลูก ลูกรู้ไหม มือน้อยๆ แขนน้อยๆจากเด็กชายตัวเล็กแต่หัวใจโตกอดแม่แบบนี้ทำเอาหัวใจของแม่ ชุ่มฉ่ำวันนี้ทั้งวันหัวใจแม่ สุขเหลือกเกิน ลูกชายของแม่โตแล้ว ความรักของแม่ก็โตตาม

หลายๆสิ่งที่ลูกทำ ลูกพูดให้แม่เห็นแม่มีความสุขจริงๆ เช่น ลูกจะรักน้องมาก ลูกจะดูแล ถนุถนอมกับน้องจนแม่แทบจะไม่ต้องบอกอะไรเลย ลูกจะคุยกับน้อง จะเล่นกับน้องได้น่ารักมากๆ ของเล่นบางชิ้น แม่คิดว่าลูกจะหวง ลูกบอกว่า ลูกจะเก็บเอาไว้ให้น้อง และแม่เชื่อว่าลูกหมายความอย่างนั้นจริงๆ

แม่คิดว่า แม่โชคดีที่ลูกชายของแม่เป็นเด็กจิตใจดี มีความคิดดี และ มีน้ำใจ ลูกคือความภูมิใจของแม่ จริงอยู่ลูกอายุเท่านี้ ก็จะมีช่วงงอแงของลูกบ้าง แต่ แม่ก็จัดการได้

เมื่อคืนแม่ตื่นมาให้นมน้องตอนตีหนึ่ง พอแม่กลับไปนอนที่ห้องนอนแม่ต่อ แม่ได้ยินลูกกลิ้งไปกลิ้งมา ซักพักวิ่งมาห้องนอนแม่แล้วบอกกับแม่ว่า ลูกรู้สึกเหงา แม่จูงลูกกลับไปเตียงลูก แล้วก็บอกว่าไม่เป็นไรแม่จะนอนกอดลูก ลูกก็นอนหลับแล้วกอดแม่ และลูกก็บอกแม่ว่ากอดลูกนานอีกหน่อยนะ แล้วมัมมี้ค่อยกลับไปนอน ได้สิลูก แม่อยากกอดลูกนานๆ อยู่กับอกแม่อย่างนี้ไปตลอด แต่ลูกรู้ไหม แม่คงทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะลูกต้องเติบโต แต่แม่ดีใจ ที่อย่างน้อยลูก ยังเห็นว่า อ้อมกอดของแม่ยังอบอุ่น ยังละมุนละไมสำหรับลูกเสมอ

การนอนของลูกตอนนี้ ดีขึ้นมากมายจนแม่ รู้สึกว่าสิ่งที่แม่กังวลใจ เริ่มหมดไปแล้ว เพราะลูกพัฒนาการด้านอื่นดีเยี่ยม ยกเว้นนอน เพราะลูกไม่เคยนอนหลับตลอดคืนเลยจน มาสี่ขวบนี่ล่ะลูก ไม่ว่าแม่จะทำอย่างไร วิธีการไหน ไม่เคยสำเร็จกับลูกเลย แม่เลยคิดว่ามันคือแพทเทิร์นของลูกเอง นาฬิกาในตัวลูกจะบอกกับลูกเอง ยิ่งไปกว่านั้น ลูกตื่นแม่ก็ตื่นได้ ให้ความรักกับลูกได้เสมอ แม่กอด แม่ประคองได้ แต่แม่กังวลเพราะ ลูกนอนน้อยมาก แต่ตอนนี้ เหมือนกับว่า ตั้งแต่ แม่มีน้องมา ลูกสามารถหลับได้สนิทและหลับได้ลึกและนาน ตลอดคืน

แม่เคยได้ยินแม่ๆ หลายคนบ่นว่าลูกไม่นอนยาวตลอดคืน แม่บางคนก็โชคดีที่ลูกนอนยาวตั้งแต่ สามเดือน สี่เดือน แม่ไม่เคยพูดไม่เคยบ่นให้ใครฟัง ว่า ลูกแม่ นอนตลอดคืน เมื่อไม่นานมานี่เอง เพราะแม่คิดว่า การที่แม่จะบ่นหรือพูดแบบนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะนิสัยการนอนของเด็กแต่ละคน บังคับกันไม่ได้ และฝึกกันไม่ได้ สำหรับแม่ แต่สำหรับแม่คนอื่นเด็กคนอื่นอาจจะได้ แต่ลูกชายของแม่ แม่ ยืนยันว่าไม่ได้จริงๆ แม้ว่าเราจะ ได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีประสบการณ์และ ผู้เชียวชาญสารพัด ทุกคนลงเอยด้วยกันหมดว่า ลูกมีนาฬิกาส่วนตัว และ นอนน้อยแค่นี้แต่แรงพลังไม่หมด แสดงว่า ลูกนอนพักผ่อนเพียงพอ

แม่เคยเห็นเด็กบางคนสับปะหงก นอนหลับคาของเล่น ของกิน แต่ ลูกของแม่ไม่เคยมีอาการนี้เลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งตอนนี้ก็ตามที แม่ไม่เคยเห็น แม้แต่น้องสาวของหนูก็เช่นกันไม่เคยมีแบบนี้ ไม่เคยสับปะหงกไม่เคยทำตาปรือ แม่มาคิดและพิจารณา ว่าแม่จะบ่นไปทำไม ในเมื่อแม่เองก็เป็นแบบนี้ แม่ไม่เคยสับปะหงก แม้ว่าจะง่วงแค่ไหนก็ตาม แม่ไม่เคยหลับคาของ ไม่เคยตาปรือ แม่จะนอนเมื่อแม่พร้อมจะนอน และ หากแม่ได้นอนแล้ว แม่จะหลับสนิท และ เหมือนกับนอนเต็มอิ่ม แม่เลยคิดว่า ลูกทั้งสองของแม่ได้รับยีนส์จากแม่แท้แน่นอน

ตอนนี้ ลูกเข้านอน สองทุ่ม ถึงสองทุ่มครึ่งและตื่น เจ็ดโมงเช้า หรือ เจ็ดโมงครึ่งทุกวัน เข้าโรงเรียน แปดโมงครึ่งและกลับบ้านตอน เที่ยงครึ่ง ส่วนกิจกรรมยามบ่ายจะมีแตกต่างกันไปเรื่อยๆทุกวันนะลูก คือว่ายน้ำ และ ยิมนาสติก ตอนนี้ลูกว่ายน้ำสำหรับคลาสส่วนตัว แม่ว่าลูกไปได้เร็วมากตอนนี้แม่คิดว่าลูกเริ่มมีแววว่าจะว่ายน้ำด้วยความมั่นใจตัวเองมากขึ้นแล้วนะลูก

เพราะแม่เห็นรอยยิ้ม ความสุขที่เปล่งประกายจากตาของลูกแล้ว แม่รู้ว่าลูกมีความสุขกับกิจกรรมที่แม่เลือกให้ ลูกสุขแม่ก็สุข เพราะแม่รัก ลูก รัก รัก รัก รักสุดหัวใจ ยิ่งลูกโตแค่ไหน ความรักแม่ไม่มีวันหมด มันก็โตตามตัวของด้วยด้วยนั่นเอง

 

     Share

<< Best of youYou are better >>

Posted on Wed 10 Sep 2008 8:18