พ่อแม่ไม่สั่งสอน

You are whom you grew up

พ่อแม่ไม่สั่งสอน…..

คำนี้ เป็นคำที่ผู้ใหญ่สมัยแม่เล็กๆเป็นเด็กแบบลูกจะตำหนิ ต่อว่า คนที่มีนิสัย เป็นที่ยอมรับไม่ได้ กริยาไม่ดี ของสังคม หรือของงวัฒนธรรม นั้นๆ โดยต่อว่าไปถึง บุพการีกันเลยโน่น เมื่อก่อนตอนแม่เด็กๆ แม่ไม่เคยคิดอะไรไปไกลกว่า แค่ ไม่ให้โดนใครมาต่อว่าได้ว่า พ่อแม่ไม่สั่งสอน แค่นี้จริงๆ เพราะแม่คิดเสมอว่า คำเหล่านี้ เจ็บปวดที่สุด และพ่อแม่ของเราก็ไม่ควรจะโดนคนอื่นมาต่อว่าจากการกระทำของเรา

ตอนนี้ แม่ไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็กๆ ในวัยที่คำเหล่านี้คือคำต่อว่าที่เจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว ความคิดของแม่ กับคำนี้ก็ยังเหมือนเดิม แต่แม่ว่า แม่เข้าใจลึกซึ้ง มากขึ้น ว่า ผู้ใหญ่ต้องการสื่อคำนี้ว่าอะไร เพราะ คำว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน นั่นย่อมหมายถึงว่า เด็กเหล่านั้นเติบโตมากับสิ่งแวดล้อมแบบไหน ทำไมถึงมีนิสัยทำให้ผู้ใหญ่((กว่าทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ))รับไม่ได้ เด็กเหล่านี้เติบโต โดยที่ไม่ได้รับความรัก ((อย่างถูกทาง)) ไม่ได้รับความอบอุ่น ความเอาใจใส่อย่างเพียงพอ กลายเป็นเด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรม และ ความคิดที่ไม่สมประกอบ คิดอะไรไม่เป็น ได้แต่โตแต่ตัว แก่แต่ตัวเลข

แม่เมื่อได้ เป็นแม่ แม่ก็ได้แต่คาดหวัง และ ตั้งใจกับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า แม่จะต้องเป็นแม่ที่ดีที่สุด และ เป็นแม่ที่ดูแลลูกให้ดีที่สุด ที่สุดของแม่คือ ลูกเป็นคนมีความคิด สมบูรณ์ทั้งสติ วาจา กริยา และร่างกาย เพราะ แม่เชื่อมั่นเสมอว่า ความรัก ความเอาใจใส่ และ ความปรารถนาดีของแม่ และความเป็นตัวตนของแม่ ที่ได้รับการอบรมมาอย่างเอาใจใส่ ทั้งสติ กริยา วาจา และความคิด ดีแบบไหน แม่จะต้องทำให้ลูกของแม่ดีกว่าที่แม่ได้รับ และ เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ในอนาคตให้ จนได้ ไม่ใช่ให้ใครมา ตอกหน้า ดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือ กล่าว ถึง บุพการี ว่า พ่อแม่ไม่สั่งสอน หรือ โตแต่ตัว หัวไม่มีความคิด

ดังนั้น หากวันนี้ลูกจะรู้สึกว่า แม่เจ้าระเบียบไปบ้าง มีกฎเกณฑ์นั่นนี่บ้าง แต่เชื่อแม่นะลูก ว่าสิ่งที่แม่จัด แม่หา แม่สั่งสอน ให้กับลูกนั้นทำให้ลูกมีความคิด เป็นระบบ ระเบียบ แยกแยะ ออก ว่าอันไหน ควรทำ อันไหนไม่ควรทำ อันไหนควรพูด อันไหนไม่ควรพูด เพราะเมื่อยามลูกยังเล็ก พูดอะไร ใครก็ไม่ถือ เพราะถือว่าไร้เดียงสา แต่หากเติบโตแล้ว คำพูดทุกคำพูด แสดงความเป็นตัวตนของลูกนั่นเอง จะดีจะเลว มันก็อยู่ที่คำพูดและการกระทำ เพราะคนเราคือ คน ประเสริฐเหนือกว่าสัตว์ใดๆ ในโลกแล้ว เพราะสามารถสื่อสารได้ พูดได้ ดังนั้นก็จงใช้คำพูดแต่ละคำแสดงคุณค่าของตัวเอง ไม่ใช่สักแต่จะพูด เพราะ ไม่เช่นนั้นก็จะเรียกว่า คนพร่ำเพรื่อ คำพูดแต่ละคำ ก็จะไร้ความหมาย แล้วอย่างนี้ จะเป็นคนที่เติบใหญ่แบบมีคุณค่าได้อย่างไร เพราะ แม่เอง จะรังเกียจ และ สมเพช คนที่โตแต่ตัว คิดอะไรไม่เป็น วันๆ ได้แต่พูดจาเพ้อเจ้อ ส่อเสียด ไร้สาระ เพราะ แม่ว่า คนแบบนี้ เป็นคนที่น่าสงสาร น่าสงสาร เพราะ หาคุณค่าของตัวเองไม่เจอ คุณค่าของความเป็นคนที่สมบูรณ์

ลูกรักของแม่ วัยวันของลูก มีแต่วันเติบโตขึ้นทุกวัน แม่ พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก แสดงให้ลูกเห็น ว่า แม่มีวิธีการรับมือกับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างมีสติ มีความคิด และ Maturity เพราะการชนะ อะไรซักอย่าง ไม่ใช่ชนะเพราะการเถียงหรือการใช้วาจา ใครแสบสัน ส่อเสียดกระทบกระเทียบ ใครเฉือดเฉือนได้มากกว่า สะใจ สะอารมณ์มากกว่า แบบนั้น จะชนะ แม่ก็ปล่อยให้ชนะไป เพราะ แม่ว่า ชนะแบบนั้นเรียกว่า ไม่ได้ชนะทางความคิด แค่ชนะ ได้อารมณ์สะใจประเดี๋ยวประด๋าว แล้วยังไง ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมา ได้แต่ อารมณ์ และ มันจะสะสมไปเรื่อยๆว่า ต้องหยาบขึ้น ต้องกระด้างขึ้น และ ต้องขี้อิจฉามากขึ้น

แม่อยากให้ลูกมีสติ มีอารมณ์ที่มั่นคง อ่านคนให้เข้าใจ ว่า แต่ละคนพื้นฐาน การเติบโต พื้นฐานทางความคิดไม่เหมือนกัน ใกล้กัน ก็พูดกันรู้เรื่อง ต่างกันมาก ก็จะพูดกันไม่รู้เรื่อง อย่างนี้เสียเวลาเปล่า ก็ต้องปล่อยเค้าไปตามยถากรรม ไม่ใช่ว่าเรายอมแพ้ แต่อย่างใด แต่หมายถึง เราคิดต่าง และ คิดไม่เหมือนกันมากๆ คนที่คิดได้ สมบูรณ์ทางความคิด คิดแบบผู้ใหญ่คิด คิดแบบคนที่ผ่านขั้นตอนทางอารมณ์ที่สมบูรณ์ต่างหาก ที่ลูกควรจะฟัง และ ควรจะ เคารพนับถือ ฟังแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ และพัฒนาตัวเรามากขึ้น อันไหนที่ทำให้เรา อารมณ์เสีย หรือ ฟังแล้วรู้สึกตกต่ำ ก็ต้องปล่อยไป เพราะ พื้นฐานคนเติบโตมาแบบนั้น ให้คิดดีกว่านั้นก็คิดไม่เป็น

แม่ถึงย้ำ และสอนกับลูก เหลือเกิน เรื่อง ความคิด และ ระวังคำพูด แม่ได้แต่หวัง และ เชื่อมั่นในตัวเองระดับหนึ่งว่า แม่สามารถ สอนลูกๆ ของแม่ให้เป็นเด็กที่มีคุณภาพ ได้ทั้งความคิด คำพูด และ กริยา เพราะ แม่เชื่อว่า เมื่อเรามองผ่าน คนๆ หนึ่งเราจะมองเห็นการเติบโตของเค้า เราจะมองเห็นครอบครัวของเค้า เราจะมองเห็นสิ่งรอบตัวของเค้า เพราะเด็กคนหนึ่งก็เติบโตเหมือนกระจกส่อง ของแม่ ของครอบครัวนั่นเอง แล้วยังไง กระจก วันหนึ่งจากภาพเงาสะท้อนมันก็จะเป็นเงา ที่แฝงติดตัวไปตลอด โดยที่เจ้าของตัวเองไม่รู้สึกตัวเลย เหมือนที่เราเดินผ่าน แสงอาทิตย์ทุกๆวัน แต่เราไม่ค่อยได้สังเกตเงาของตัวเองเท่าไหร่ ในแต่ละวัน เพราะ มันเกิดความเคยชิน

แม่ไม่อยากให้ลูกเกิดความเคยชินกับ การพูดจาไร้สาระ พูดจาเพ้อเจ้อ ส่อเสี่ยด หรือ ลอยไปลอยมา หรือแม้กระทั่งกลายเป็นคน ขี้อิจฉาริษยา เพราะ สิ่งเหล่านี้มันคือ สิ่งที่บั่นทอน ความคิดที่ดี ความคิดที่สร้างสรรค์ บั่นทอนความสุข ความสงบในใจของลูก

ทุกวันนี้ แม่ภูมิใจในตัวเองมาก ระดับหนึ่ง เพราะแม่มองเห็นเงาของแม่ ในตัวของลูกทั้งสองคน ลูกเป็นเด็กมีความมั่นใจ มั่นคงทางอารมณ์ อาจจะมีบ้าง Moment ของลูกที่เป็นเด็ก แต่แม่ก็ให้อภัยได้ เพราะ แม่รู้ว่า ลูกของแม่ อายุยังน้อยนัก วัยยังเยาว์ การเติบโต และการเรียนรู้ของลูกได้ขนาดนี้ แม่ว่า ยังดีกว่า ผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า แม่บางคนที่แม่ได้ผ่านไปผ่านมาในชีวิตเสียอีก

นะลูกนะ แม่สัญญากับลูกทั้งสองของแม่ และ แม่สัญญากับตัวเองด้วยว่า แม่จะทำให้ดีที่สุด ทั้งกำลังแขน กำลังกาย กำลังใจ และ กำลังสมองของแม่ ที่สร้างสรรค์ ปั้นแต่ง กริยา มารยาท ความคิด วาจาของลูกให้สมกับ ความรัก ความเอาใจใส่ของแม่ที่มีต่อลูกอย่างที่สุดชีวิต

แม่รักลูกที่สุด

 

     Share

<< 13 months old girl14 months old girl >>

Posted on Thu 28 May 2009 9:00